ต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นขององค์กร ในระหว่างที่ นายไพบูลย์ วัชรพรรณ เป็นผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย (อสกท.) อยู่ขณะนั้น ในวันที่ 17 ตุลาคม 2528 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 มาตรา 67 ที่ได้ระบุว่า ให้ผู้อำนวยการฯ รองผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างขององค์การส่งเสริมกีฬาฯ เป็นผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย พนักงานและลูกจ้างของการกีฬาแห่งประเทศไทย จึงทำให้นายไพบูลย์ ได้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ขณะที่ ดร.สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ รอง ผอ.อสกท.ก็เป็นรองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยด้วย

นั่นคือการเปลี่ยนแปลงองค์กรจากองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย มาเป็นการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่เรารู้จักในทุกวันนี้ และต้องถือว่าเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญในองค์กรที่ต่อเนื่อง ขอลำดับคร่าว ๆ ดังนี้
23 เมษายน 2533 คณะกรรมการ กกท.หรือ บอร์ด กกท.โดยมี พลเอกเทียนชัย ศิริสัมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นประธานมีมติ ตั้งกรรมการสอบนายไพบูลย์ จากกรณีที่มีข้อขัดแย้งกับ สหภาพแรงงาน กกท. และให้ย้ายไปประจำที่สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ 24 เมษายน 2533 โดยให้มีการสอบข้อเท็จจริงภายใน 90 วัน และแต่งตั้ง ดร.สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ รองผู้ว่าการ กกท.ทำหน้าที่ผู้ว่าการ กกท.แทน

ในกรณีเดียวกันนี้ วันที่ 25 เมษายน 2533 พันเอกพล เรืองประเสริฐวิทย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลการกีฬาแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า การที่บอร์ด กกท.ที่มีพลเอกเทียนชัย เป็นประธาน มีคำสั่งย้ายนายไพบูลย์ไม่ถูกต้อง จะมีเพียงอำนาจปลดเมื่อกระทำผิดเท่านั้น ฉะนั้นคำสั่งบอร์ด กกท.ที่ออกมาจึงไม่มีผลอะไร และต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2533 นายไพบูลย์ จึงเข้าทำงานที่ กกท.เป็นปกติ
จนกระทั่ง ต่อมาบอร์ด กกท.ชุดเดิมที่มาวาระ 2 ปี นั้นหมดวาระลง วันที่ 26 มิถุนายน 2533 ได้มีการตั้งบอร์ด กกท.ชุดใหม่ และ ประธานบอร์ด ยังเป็นพลเอกเทียนชัย รองนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม ขณะที่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนจาก พันเอกพล มาเป็นนาย อนุวรรตน์ วัฒนพงษ์ศิริ

ผู้นำคนที่ 7. ดร.สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์
วันที่ 23 ก.ค.2533 เป็นการประชุมบอร์ด กกท.ชุดใหม่ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยมีพลเอกเทียนชัย นั่งเป็นประธานกรรมการบอร์ด ซึ่งมติที่สำคัญ ที่ดึงกลับมาดำเนินการทันทีจากที่บอร์ด กกท.ชุดที่ผ่านมาทำไม่สำเร็จ คือ บอร์ด กกท.ชุดใหม่นี้มีมติปลดนายไพบูลย์จากตำแหน่งผู้ว่าการ กกท. และให้ย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 31 ก.ค.33 โดยสรุปความเห็นว่าที่ปลดเพราะอยู่ในหน้าที่มานาน ทำงานไม่เป็นที่น่าพอใจ งานไม่ก้าวหน้า
และในวันที่ 31 สิงหาคม 2533 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติแต่งตั้ง ดร.สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์ รองผู้ว่าการ กกท.เป็นผู้ว่าการ กกท.แทน ส่วนนายไพบูลย์ ที่เดิมได้ย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น มีมติให้ไปนั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มตำแหน่งนี้ในการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยการเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ตามที่บอร์ด กกท.เสนอ คือให้แต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2533เป็นต้นไป

ผู้นำคนที่ 8. ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ
22 ตุลาคม 2539 ดร.สมชาย ที่ขณะนั้นยังเหลืออายุราชการอีก 7 ปี ได้ส่งหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ กกท. ต่อนายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ด กกท. โดยอ้างเหตุผลเกิดจากความอิ่มตัว พร้อมทั้งย้ำ ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองใดๆ (แต่จริงๆ กรณีนี้ ดร.สมชาย ให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ใกล้ชิดว่า เพราะการเมือง 100 % ที่รุกเร้า แต่ไม่อยากเอ่ยพาดพิง) และจากนั้นบอร์ด กกท.ก็อนุมัติ และ แต่งตั้ง ดร.สมชาย ไปนั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่เคยเปิดตำแหน่งไว้ให้กับ นายไพบูลย์ ก่อนหน้านี้
วันที่ 28 ตุลาคม 2539 การประชุมบอร์ด กกท.โดยมีนายปองพล เป็นประธาน ก็มีมติเลือก ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ ที่ถือเป็นคนนอก กกท. แต่คร่ำหวอดในวงการกีฬามานาน ข้ามห้วยมารับตำแหน่งผู้ว่าการ กกท.


ผู้นำคนที่ 9. นายแพทย์เจริญทัศน์ จินตนเสรี
ดร.ศักดิ์ชาย พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการ กกท.จากการเกษียณอายุ ทางบอร์ด กกท.ในขณะนั้นที่มี นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีมติและนำเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบวันที่ 21 กันยายน 2542 ให้ นายแพทย์ เจริญทัศน์ จินตนเสรี รองผู้ว่าการ กกท.ขณะนั้นที่ถือเป็นลูกหม้อของ กกท. ขึ้นเป็นผู้ว่าการ กกท. คนใหม่
นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคที่เปลี่ยนมาเป็นการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และหลังพ้นจาก นายแพทย์ เจริญทัศน์ แล้วการเปลี่ยนแปลงวิธีการหาผู้นำ กกท.ก็เกิดขึ้น จากที่เคยเป็นการหารือกันภายในบอร์ด กกท.แล้วสรุป ก็มีการปรับเป็นการเปิดโอกาสให้มีคณะกรรมการสรรหาก่อนเสนอบอร์ด กกท. โดยเปิดรับสมัครบุคคลที่สนใจภายนอก เข้าร่วมสมัครอย่างเป็นทางการ
(ติดตามต่อ ตอนที่ 3)
เส้นทาง สู่ผู้ว่าการ กกท.คนที่ 14 (3) ยุคคัดเลือกจากการสรรหาผู้นำแบบเปิดกว้าง











