‘คมกฤช นภาลัย’ บันทึกเปิดใจ ‘ยงยุทธ สังขโกวิท’…ฟุตบอลนำพา นักเตะ 2 โอลิมปิก ผู้บุกเบิกโต๊ะเล็กอเมริกัน
เกิดในครอบครัวครู
ตั้งแต่ลืมตาดูโลก “ยงยุทธ สังขโกวิท” ต้องบอกว่า แทบไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวพันการวงการกีฬาเลย เพราะเขาเกิดมาในครอบครัวของข้าราชการครู เพราะทั้งพ่อและแม่ เป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ปัจจุบันยังเปิดการเรียนการสอนอยู่ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ)
“ผมโต และเรียนที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนกระทั่งถึงอายุ 10 ขวบ จบ ป.4 ต้องบอกว่า ชีวิตตอนนั้นไม่ได้มีเป้าหมายในทางกีฬาเลย เพราะหลักๆ คือ การเรียนหนังสือ และวิชาที่ทำได้ดีคือ คณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ทำให้ผมได้ทุนการศึกษา เดือนละ 50 บาท เข้าไปเรียนชั้นมัธยม ที่โรงเรียนวัดปทุมคงคา แถววงเวียนโอเดียน ที่ย่านสัมพันธวงศ์ สมัยนั้นมันคือ เด็กบ้านนอกเข้ามาในกลางเมืองหลวง ต้องนั่งรถโบกทุกเช้าเข้ามาเรียน”

มาเล่นฟุตบอลแบบ “งงๆ”
อย่างที่บอก ชีวิตในวัยเด็กของยงยุทธ แทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องกีฬาเลย เพราะเขาอาศัยและเติบโตในรั้วการศึกษา วันๆ จึงมีแต่เรื่องเรียน กระทั่งการย้ายมาเรียน ที่โรงเรียนวัดปทุมคงคา ที่นี่เขาเริ่มได้รู้จักการส่งเสริมกีฬาเป็นครั้งแรก แต่ตอนนั้นไม่ใช่” ฟุตบอล” เพราะที่สถาบันแห่งนี้ส่งเสริมเรื่องของบาสเกตบอล และมวยสากลสมัครเล่น
“ตอนนั้นผมเป็นคนตัวเล็กมาก จึงไม่เหมาะกับการเล่นกีฬาที่โรงเรียนส่งเสริมเท่าไรนัก แต่มีโอกาสไปร่วมเป็นกองเชียร์ทีมโรงเรียน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผมให้มาสนใจในเรื่องกีฬา เพราะประทับใจกับสิ่งที่ได้เห็นหลังการแข่งขัน ที่แม้โรงเรียนของผมจะแพ้ 0-28 แต่เมื่อจบการห้ำหั่นในเชิงกีฬา ทั้ง 2 ฝ่ายต่างเกิดกอดคอออกจากสนามร่วมกัน นั่นคือภาพจำแรกที่ประทับใจ ผิดกับภาพฟุตบอลที่เตะกันอยู่สนามต้นโพธิ์ (สนามฟุตบอลเล็กข้างสนามเทพหัสดินปัจจุบัน) ที่มักมีเรื่องชกต่อยกันเป็นประจำ เพราะความไม่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย”
แม้นฟุตบอลอาจไม่ใช่ความประทับใจแรก แต่กลับกลายเป็นว่า ได้เข้ามาร่วมเล่นฟุตบอลอาจด้วยความบังเอิญก็ว่าได้ ตอนนั้น ยุวสมาคม ร่วมกับสมาคมวายเอ็มซีเอ (YMCA) เปิดรับสมัครนักเรียนจากสถาบันต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ที่มีความสูงไม่เกิน 130 ซม. และน้ำหนักไม่เกิน 30 กก. ซึ่งจัดแข่งขันกันทุกวันจันทร์-ศุกร์ หลังเลิกเรียน ช่วงเดือนกันยายน 2497 ไปสิ้นสุดเอาต้นปี 2498
“ผมมีโอกาสได้ร่วมเล่นในทีมไลฟ์บอย (LIFEBOYD) ของบริษัทลีเวอร์บราเธอร์ โดยเป็นการร่วมตัวของนักเรียนจากวัดปทุมคงคาที่มีผม กับเพื่อนอีก 2 คน รวมกับเพื่อนๆ จากสวนกุหลาบ, ไพศาลศิลป์ และกรุงเทพคริสเตียน ทั้งที่ผมไม่เคยเล่นฟุตบอลมาก่อน แต่ก็ได้ อ.ชูศักดิ์ มุสิกานนท์ จากสวนกุหลาบ ช่วยฝึกสอนให้ โดยตำแหน่งแรกที่เล่นคือ ผู้รักษาประตู เพราะท่านเห็นว่าผมมือใหญ่กว่าใครเพื่อน และโรงเรียนผมคือวัดปทุมคงคามีชื่อเสียงเรื่องบาสเกตบอล ซึ่งพวกเราจะนัดฝึกซ้อมกันเป็นประจำที่ลานวัดโสมนัส นางเลิ้ง โดยอาศัยต้นไม้เป็นเสาประตู และใช้เชือกขึงเป็นคาน”

“ตีนเปล่า”ลุยยักษ์ต่างแดน
ในปีแรกที่ได้ใช้ชีวิตนักฟุตบอล ทีมไลฟ์บอย สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศ ได้ประกาศนียบัตรกลับไปอวดผู้ปกครอง แถมได้คำมั่นสัญญาจากลีเวอร์บราเธอร์ สปอนเซอร์ใหญ่ของทีมว่า หากจบการศึกษา จะรับพิจารณาเข้าทำงานที่บริษัทเป็นพิเศษ
แต่ในการแข่งขันปีที่ 2 ที่เล่นฟุตบอล กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนของการเล่นฟุตบอล เมื่อเขาได้มาร่วมทีมแบงก์ออฟอเมริกา,ไทยแลนด์ (Bank Of America, Thailand)
“ในปีที่ 2 นี้ ผมต้องร่วมเล่นกับเพื่อนใหม่แทบยกทีม เพราะคนอื่นๆ ความสูง น้ำหนักเกินไปหมดแล้ว
แม้นพวกเราจะไม่สามารถได้แชมป์ แต่การได้อันดับ 3 ทำให้ผมได้รับการคัดเลือก ในตำแหน่งผู้รักษาประตู ร่วมทีมเดินทางไปแข่งขัน ที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ปีนัง, กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ ในปี พ.ศ.2499 ภายใต้การนำทีมของ คุณบัญชา ล่ำซำ และผมเป็นคนเดียว ที่มาจากโรงเรียนที่ไม่มีสนามฟุตบอล เพราะคนอื่นๆ ที่เหลือล้วนแต่เป็นผู้เล่นซึ่งมาจากโรงเรียนที่มีชื่อด้านเกมลูกหนังทั้งสิ้น”
ยงยุทธ เล่าต่ออีกว่า ปีนั้นที่ไปเล่นต่างประเทศ พวกเราต้องเจอกับนักเตะที่รูปร่างสูงใหญ่ทั้งสิ้น เพราะระเบียบการแข่งขันที่มาเลเซีย และสิงคโปร์ เขาไม่ได้จำกัดส่วนสูง หากแต่กำหนดรุ่นเป็นอายุอย่างเดียว อีกทั้งสนามฟุตบอลบ้านเขาเป็นหญ้าใบใหญ่ก็เล่นลำบาก เพราะพวกเราที่ไปมีแค่รองเท้าผ้าใบเท่านั้น
“ไม่ใช่แค่เรื่องความสูงที่เราเทียบไม่ติดครับ อย่างที่บอก สมัยพวกเราเล่นที่สวนลุมพินี ทางฝ่ายจัดการแข่งขันมีแจกชุดแข่งขัน และรองเท้าผ้าใบ ซึ่งเราก็คิดว่า เด็กของชาติอื่นๆ คงเหมือนเรา แต่ไม่ใช่เลย พวกมาเลเซีย สิงคโปร์ มีรองเท้าสตั๊ดกันหมด เกมแรกที่เล่น เราใช้ผ้าใบมันก็ลื่น สู้กันไม่ไหว จนต้องตัดสินใจ ถอดรองเท้าที่สวม แล้วใช้เท้าเปล่าสวมแองเกิลลงไปสู้ในสนาม แม้นไม่ได้แชมป์ แต่มันคือประสบการณ์แรกในชีวิต”

จากเด็กนางเลิ้งสู่เด็กสนามศุภฯ
เพราะความไม่เคยยอมแพ้ แม้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนคนอื่นๆ แต่เขามีเพื่อนที่เล่นฟุตบอลด้วยกัน ช่วงนั้นต่อมาเมื่อหมดโอกาสลงเล่นรายการอนุชนสวนลุมพินี เพราะอายุเกิน พร้อมอีกทั้งการศึกษาก็อยู่ในช่วงปลายมัธยม ปีที่ 6 ของโรงเรียนวัดปทุมคงคา
“ช่วงนั้นเพื่อนๆ ที่ไปเล่นที่มลายา (มาเลเซีย) ด้วยกัน ก็ชักชวนให้ผมไปร่วมเล่นฟุตบอลที่สนามกีฬาแห่งชาติ ทั้งคุณนนทรี ชาติกานนท์ และดร.วิชิต แย้มบุญเรือง จนกลายเป็นเด็กสนามศุภฯ ได้เลย เพราะต้องบอกว่า ผมไปกินนอนแถวนั้นเลยก็ว่าได้ ขนาดวันหยุดเรียน พ่อแม่ต้องออกมาตามหา เนื่องจากเล่นฟุตบอลแล้วไม่ยอมกลับบ้าน จนเรียกกันว่าเป็นทีม “เด็กสนามศุภฯ” ที่สมัยนั้นคือทืมที่ขับเคี่ยวกับ “เด็กเจริญผล” ที่มี รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร และนักเรียนเทพศิรินทร์ เป็นกำลังหลัก
แต่ที่สุดแล้ว การคลุกคลีอยู่กับการเล่นฟุตบอลอย่างทุ่มเท ก็มีโอกาสดี เมื่อการเล่นของยุงยุทธ ก็ไปเข้าตา อ.สำรวย ไชยยงค์ จนดึงไปร่วมทีม “รวมมิตร”

ปู่โสมเฝ้าทรัพย์
ต้องทราบกันด้วยว่า ตลอดชีวิตการเล่นฟุตบอลของยงยุทธ สังขโกวิท สื่อมวลชนแทบไม่ได้ต้งฉายาให้เขาเลย แต่อยากให้รู้พร้อมกันว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับฉายาทางลูกหนังมาแล้ว
“ตั้งแต่ร่วมทีมเด็กสนามศุภฯ มีเพื่อนร่วมทีมจากกรงเทพคริสเตียน และเทศบาลนครกรุงเทพฯ ชื่อ ” บู” เคยตั้งฉายาให้ผมว่า ” ไอ้ปู่” ซึ่งเป็นการเอามาจากละครโทรทัศน์เรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2499 เพราะเขาเห็นว่า ผมเป็นผู้รักษาประตูที่เหนียวหนึบ ยากที่จะมีใครยิงผ่าน แต่เหลือเชื่อเหมือนกันว่า กระทั่งติดทีมชาติในช่วงต่อมา ในตำแหน่งกองหน้าผมกลับไม่มีฉายาเป็นทางการ”

นักบอลไปเป็นนักรักบี้
อย่างไรก็ตามชีวิตนักเตะสมัยนั้น ยังไม่มีอาชีพที่รายได้มั่นคงเหมือนปัจจุบัน ชีวิตนักกีฬาจึงต้องควบคู่ไปกับการศึกษา
“ทุนการศึกษา เดือนละ 50 บาทของผมจบลง เมื่อสำเร็จมัธยม ปีที่ 6 ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการศึกษาต่อ เพราะฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวย อย่างที่ทราบดี ผมเกิดในครอบครัวครู แต่โชคดีที่ได้ ครูสาคร พริกบุญจันทร์ (เภกานนท์) มาแนะนำว่า กรมการฝึกหัดครู มีทุนการศึกษาให้ปีการศึกษาละ 1,200 บาท และเมื่อจบแล้วยังมีตำแหน่งรับราชการรองรับด้วย ซึ่งผมน่าจะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ตัดสินใจเดินทางนี้ โดยได้เข้าเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา”
ในช่วง พ.ศ.2500-2501 ที่นี่ เขาได้รับการฝึกฝนด้านฟุตบอลอย่างจริงจังโดยมี อ.อำพน ศรัญญชัย เป็นผู้ฝึกสอนจนทีมบ้านเด็จเจ้าพระยา สามารถกลับมาเป็นทีมชั้นนำของฟุตบอลระดับวิทยาลัยครูด้วยกันได้อีกครั้ง ก่อนจะได้ทุนการศึกษาไปเรียนระดับปริญญาตรี ที่วิทยาลัยการศึกษาประสานมิตร อีก 2 ปี
ต้องทราบด้วยว่า ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา คือ การเปลี่ยนแปลงของยงยุทธ จากตำแหน่งผู้รักษาประตู มาเป็นกองหน้า
“ผมได้เปลี่ยนมาเล่นกองหน้า เพราะในช่วงปี 2 ปีแรกที่ผมเข้าเรียนที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยานั้น มีรุ่นน้องที่เป็นนักบาสมาเข้าทีม และถูกจัดให้ไปเป็นผู้รักษาประตูแทนผม ซึ่งทีมนั้นพวกเราสามารถเอาชนะคู่แข่งจากราชบุรี, สวนสุนันทา, พระนคร, จันทรเกษม สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันอีกหน แต่อีกกีฬาหนึ่งที่ได้ไปสัมผัสคือ ช่วงไปเรียนประสานมิตร ตอนนั้นมีการแข่งขันรักบี้ อันถือเป็นกีฬาหลัก และสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน ด้วยความเป็นคนรูปร่างบอบบาง แต่วิ่งเร็ว ทำให้ได้รับคัดเลือกไปเล่นในตำแหน่งตัวเตะ ที่เป็นคนทำแต้มให้ทีมเสมอ”

ติดธงผืนแรก-เล่นต่อหน้าพระที่นั่งสู่เจ้าเอเชีย
“ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” ตุลาคม 2504 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เปิดคัดเลือกนักฟุตบอลเข้าสู่ทีมเยาวชนชาติไทย เพื่อเตรียมรับศึกชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน
“ต้องขอบคุณ อ.ประวิทย์ อัศเวสน์ ผู้ควบคุมด้านกีฬาของประสานมิตรในเวลานั้น ที่อนุญาตให้มีโอกาสไปคัดเลือกตัว เพราะทุกวันหลังเลิกเรียนต้องนั่งรถเมล์จากประสานมิตร ไปฝึกซ้อมที่สนามกีฬาแห่งชาติ และที่เป็นความภาคภูมิใจคือ มีโอกาสลงเล่นในนามทีมเยาวชนชาติไทย ต่อหน้าพระที่นั่ง ในเกมที่เราลงสนามอุ่นเครื่องกับทีมชาติพมา ที่สนามศุภชลาศัย” ยงยุทธ รำลึกความหลัง
และนี่คือ บันทึกความทรงจำกับฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 4 พ.ศ.2505 ที่ไทยได้แชมป์
ซึ่งหลังจากติดทีมเยาวชนไทยหนนั้น ยงยุทธก้าวขึ้นสู่ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เข้าร่วมการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 4 ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย พ.ศ.2505 แม้นจะไม่มีเหรียญคล้องคอ แต่ถือเป็นประสบการณ์ให้กล้าแกร่งในกาลต่อมา

นัดพิพาทเขมร-เขาพระวิหาร
ภายหลังความสำเร็จของทีมเยาวชนไทยในการคว้าแชมป์เอเชียมาครองได้เป็นสมัยแรก ทำให้วงการฟุตบอลไทยตื่นตัวพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ พล.ต.สำเริง ไชยยงค์ (ชื่อเดิมในขณะนั้น สำรวย ไชยยงค์) อดีตทีมชาติไทย ชุดโอลิมปิก เมลเบิร์น ปี พ.ศ. 2499 ได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เดินทางไปเรียนวิชาการพลศึกษา และโค้ชฟุตบอล ที่เมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี ทำให้ประเทศไทย เริ่มมีความสัมพันธ์กับสหพันธ์ฺฟุตบอลเยอรมนี กระทั่งได้ส่ง มร.ไฮซ์ มูรัช (Heinz Murach)เดินทางมาคุมทีมชาติไทย ระยะสั้นๆ ช่วง พ.ศ.2507
“่ก่อนหน้า มร.ไฮซ์ มูรัช จะเดินทางมา ประเทศไทย ของเราได้รับการส่งเสริมจาก มร.เดทมาร์ คราเมอร์ ปรมาจารย์ลูกหนังชาวเยอรมัน เดินทางมาอบรมหลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลระยะสั้นๆ ที่ประเทศไทย ก่อนหน้าการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก 1964 รอบคัดเลือก ซึ่งหนนั้น เราแพ้ เกาหลีเหนือ ในการเตะ 2 นัด ที่พม่า ตกรอบคัดเลือก (ภายหลังเกาหลีเหนือมีปัญหาทางการเมือง ต้องถอนทีมไม่ไปแข่งรอบสุดท้าย ที่ญี่ปุ่น) ซึ่งระหว่างการคุมทีมของ มร.มูรัช มีเกมนัดสำคัญคือ ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติเขมร (กัมพูชา ในปัจจุบัน) ในการแข่งขันฟุตบอลเมอร์เดก้า ที่ประเทศมาเลเซีย
ช่วงเวลานั้น ประเทศไทย กำลังมีปัญหาชายแดนกับเขมร เกี่ยวกับกรณีเขาพระวิหาร และสุดท้ายเกมนั้นจบลงด้วยชัยชนะของเรา 1-0 เราได้ฉลองกันอย่างเต็มที่ ถึงขนาดที่วา จอมพลประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น บินด่วนจากประเทศไทยไปร่วมแสดงวามยินดี และเลี้ยงอาหารค่ำแก่พวกเรานักเตะทีมชาติไทย แม้นกว่าจะได้กินก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน แต่มันคือ ความสุขของพวกเราในตอนนั้น” ยงยุทธ ย้อนความหลังให้ฟัง

ตะลุยยุโรปท่องเมืองไส้กรอก
ในยุคอดีตต้องยอมรับว่า ฟุตบอลไทย ยังมีมาตรฐานการเล่นที่เป็นรองชาติในภูมิภาคอาเซียน อย่างเวียดนาม, พม่า และมาเลเซีย แต่ภายหลังจากได้รับศาสตร์ความรู้ใหม่ๆ จากโค้ชชาวเยอรมัน อีกทั้งกระแสของวงการฟุตบอลไทย เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ทำให้การเตรียมทัพเพื่อเดินทางแข่งขันกีฬาแหลมทอง (ซีเกมส์ ในปัจจุบัน) ครั้งที่ 3 ที่ประเทศมาเลเซีย ปี พ.ศ.2508 ที่จะต่อเนื่องถึงเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ที่ประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพในปีต่อมา มีความเข้มข้นมาก ถึงขนาดได้การสนับสนุนจากสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมนี ให้ส่งทีมชาติไทย ไปเก็บตัวฝึกซ้อม และตระเวณแข่งขันในยุโรป ทั้งที่เยอรมนี, นอร์เวย์ และอิสราเอล นานถึง 45 วัน โดยมี พล.อ.ประเทียบ เทศวิศาล และอ.พิศิษฐ์ งามพานิช ควบคุมทีมไป
ยงยุทธ สังขโกวิท บันทึกการเดินทางครั้งนั้นของทีมชาติไทย เอาไว้ดังนี้………..

เหรียญทองเพื่ออัศวิน
หลังจากเสร็จสิ้นการเตรียมทีมในยุโรปจบลง ทีมชาติไทย กลับมาฝึกซ้อม เพื่อเข้าสู่กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 3 ที่มาเลเซีย ซึ่งสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ส่งทีมไปประลอง 2 รายการใหญ่คือ ฉลองวันชาติเวียดนามใต้ รวมถึงเมอร์เดก้า ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในรายการหลังนี้ เราได้นักเตะที่เอเอฟซี ยกย่องไปติดทีมรวมดาราเอเชีย 1 คน คือ อัศวิน ธงอินเนตร หลังโชว์ฟอร์มเหนียวหนึบ แต่น่าเสียดาย ยอดนายทวารรายนี้กลับต้องมาเสียชีวิตกอนวัยอันควรจะอุบัติเหตุในสนามซ้อม และไม่ได้ร่วมในกีฬาแหลมทอง ที่เราทำได้ดี ซึ่งที่จริงความสำเร็จนี้ต้องมีเขาด้วย
โดยไทยเราประสบความสำเร็จในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 ปี 2508 บอลไทยได้เหรียญทอง และมีความทรงจำที่สำคัญคือในพิธีมอบเหรียญทอง ปกติต้องเปิดเพลงชาติของประเทศที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่หนนั้นมาเลเซียเจ้าภาพกลับเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีเฉย

ชอกช้ำในบ้าน
ฟุตบอลไทย ในอดีตกับปัจจุบัน จะว่าไปแล้ว แทบไม่ต่างกันเลย เพราะเส้นกราฟมันขึ้นๆ ลงๆ ช่วงเวลาที่ดีก็ไปไม่สุดเสียที เช่นกันในการเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ในปี พ.ศ.2509 ทีมชาติไทยชนะเกาหลีใต้ ยันเสมอ พม่า ได้แชมป์กลุ่ม แต่กลับมาพลาดท่าปราชัย สิงคโปร์ 0-2 ก่อนจะแพ้ ญี่ปุ่น 1-5 ในรอบสอง จนเป็นที่มาของฉายา “จอมพลิกล็อก” ให้กับทีมสิงคโปร์ รวมไปถึงการได้เล่นในบ้าน “กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4” ในปี พ.ศ.2510 ทุกคนต่างมุ่งหวังจะคว้าเหรียญทองให้ได้อีกหน แต่ที่สุดแล้วแม้นจะเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม ทว่าในรอบรองชนะเลิศ กลับไปพลาดท่าปราชัยต่อเวียดนามใต้ ทำให้ได้ชิงแค่อันดับ 3 กับลาว
“เชื่อมั้ยครับ เกมนัดชิงเหรียญทองแดงกับลาว ทันที่เราก้าวลงสนาม และผู้ตัดสินเป่านกหวีดเริ่มเกม กระทั่งจบการแข่งขัน แม้นทีมชาติไทย จะถล่มเอาชนะ ลาว 5-2 แต่พวกผมกลับรู้สึกเหมือนเกมนั้นเล่นกันที่เวียงจันทร์ เพราะกองเชียร์คนไทย เทใจเชียร์ทีมอาคันตุกะ เพราะนัยว่า ผิดหวังจากที่เราไม่สามารถเข้าถึงรอบชิงเหรียญทองได้”

พลิกวิกฤตเป็นตั๋วโอลิมปิก
ความล้มเหลวกับการแข่งขันในบ้าน 2 รายการ ทำให้ในการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก ที่เม็กซิโก รอบคัดเลือก ต้นปี พ.ศ.2511 คนไทยแทบไม่หวังว่า จะมีความสำเร็จในการจะได้ไปเล่นโอลิมปิก รอบสุดท้าย สมัยที่ 2 เลย
“มันเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตศรัทธาอย่างแท้จริง ไม่มีแฟนบอลคนไทยเชื่อว่า เราจะทำได้สำเร็จ โดยเฉพาะยิ่งนัดแรกเราแพ้ อิรัก ยับเยินถึง 0-4 ตอนนั้นเรียกว่าแทบปิดประตูสู่เม็กซิโก แต่ก็ได้ พล.อ.ประเทียบ เทศวิศาล เรียกพวกเราประชุมตอนเที่ยงคืน พูดปลุกใจว่า เกมยังไม่สิ้นสุด เพราะรอบคัดเลือกสมัยนั้น เตะกันแบบ 2 รอบ เหมือนเกมเหย้า-เยือน เพียงแต่ทุกเกมเล่นในบ้านเราทั้งหมด ทำให้ทุกอย่างยังเป็นไปได้ และเมื่ออินโดนีเซีย พลิกชนะอิรัก มันจึงเหมือนปลุกความหวังของเราขึ้นมา และเราก็ทำได้เมื่อเราเอาชนะอินโดนีเซีย 2-1 ได้เป็นตัวแทนเข้าสู่โอลิมปิกเกมส์ 1968 สำเร็จ”
นี่คือบันทึกของ ยงยุทธ ร่ายยาวความทรงจำในห้วงเวลานั้น

เกือบอดไปลุยแดนจังโก้
ทุกคนทราบดีว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลไทย เราได้เข้าร่วมเล่นโอลิมปิก รอบสุดท้าย 2 สมัย คือ ครั้งแรกปี พ.ศ.2499 ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และ ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2511 ที่เม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก
“ตอนนั้นเกือบไม่ได้ไปเล่นรอบสุดท้าย เพราะมีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านว่า ถึงทีมฟุตบอลไทยจะได้ไปเล่นรอบสุดท้าย แต่คงเป็นได้แค่ไม้ประดับ ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จ จะเป็นการตัดโอกาสกีฬาชนิดอื่นๆ มากกว่า หากส่งทีมฟุตบอลไทยจะต้องตัดโควต้ากีฬาอื่นๆ เพราะสมัยนั้นมีปัญหาเรื่องงบประมาณ การเตรียมทีมของเราไม่อาจทำได้เต็มที่ อย่างที่บอกว่า ไม่มีเงิน จึงได้แค่ไปแข่งเมอร์เดก้า ที่มาเลเซีย
และนักเตะที่ส่วนใหญ่สังกัดสโมสรธนาคารกรุงเทพ ปีนั้นมีโอกาสไปเล่นรายการพิเศษเปิดสาขาของแบงก์บัวหลวงที่ อินโดนีเซีย ซึ่งผลงานก็ไม่ได้ดีนัก ยิ่งโหมไฟคัดค้านแรงขึ้นว่านักฟุตบอลทีมชาติไทยยังไม่ควรไปโอลิมปิกเกมส์ ทว่าที่สุด สมาคมฟุตบอลฯ จะดิ้นรนจนหาเงินมาสนับสนุนส่งทีมได้ แต่ก็ยังไม่วายมีเสียงคัดค้าน เพราะก็ต้องยอมรับว่าผลงานช่วงเตรียมทีมของเราไม่ดีจริงๆ”
แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปการได้ไปโอลิมปิกเกมส์ ที่เม็กซิโก เป็นความทรงจำของพวกเราและคนไทย แม้ผลงานจะไม่ดี แต่ก็มีอะไรให้จดจำมากทีเดียว

บันทึกโอลิมปิกหนสุดท้าย?
ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การได้ไปร่วมมหกรรมกีฬาที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ ที่เม็กซิโก ปี 2511 จะเป็นการได้ไปครั้งสุดท้ายของฟุตบอลไทยหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ เรายังไม่ใกล้เคียงกับการได้ไปโอลิมปิก รอบสุดท้ายอีกเลย รวมถึงฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่เราเฝ้าหวังอยากเห็นธงชาติไทยไปโบกสะบัด

เริ่มต้นชีวิตใหม่ในแดนลุงแซม
หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ที่เม็กซิโก ยงยุทธ ตัดสินใจไม่เดินทางกลับประเทศไทย พร้อมเพื่อนนักกีฬาคนอื่นๆ หากแต่เขาตีตั๋วบินเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาทันที
“ผมไม่ได้เป็นโรบินฮู้ดหนีเข้าเมืองครับ แต่เป็นการเตรียมตัวเอาไว้ล่วงหน้านานถึง 2 ปี ตั้งแต่จบเอเชี่ยนเกมส์ในบ้านเรา เพราะมองว่าอายุเรามากขึ้น และการได้ติดทีมชาติชุดใหญ่ มีเหรียญทองกีฬาแหลมทอง น่าจะที่สุดแล้ว ด้วยวัยตอนนั้น 26 ปี หากทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ ในแผนกสินเชื่อก่อสร้าง ก็ไม่น่าจะก้าวหน้า เพราะเราไม่ได้จบมาโดยตรง จึงตัดสินใจว่าจะไปอเมริกา ที่มีพี่ชายของผมไปล่วงหน้าแล้ว พอดีการได้ไปแข่งโอลิมปิก ที่เม็กซิโกพอดี เลยถือโอกาสนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตตนเอง ซึ่งต้องขอบคุณ คุณล่ำ ณ นคร ที่ช่วยออกใบรับรองให้จนผ่านกระบวนการต่างๆ”
ยงยุทธ เล่าต่อไปว่า ช่วงแรกของการไปอยู่ในต่างแดนถือว่าลำบากมาก ต้องปรับตัวทุกอย่าง ระหว่างที่รอกรีนการ์ด จึงไปสมัครเรียนต่อ และเล่นฟุตบอลกับพวกเจ้าถิ่น และเม็กซิกัน ซึ่งแรกๆ เขาไม่ค่อยเชื่อว่าเราเป็นทีมชาติไทย พวกนั้นไม่รู้จักประเทศไทย แต่ที่สุดเราลงไปเล่นจนมันยอมรับ
“หลังจากได้ใบอนุญาตทำงาน และพำนักที่เรียกว่ากรีนการ์ดแล้ว ผมมีโอกาสเข้าทำงานที่ United California Bank ที่ซานฟรานซิสโก ในตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่การเงิน (Head Teller) ซึ่งผมทุ่มเททุกอย่างจนเป็นที่ยอมรับ และเมื่อธนาคารไปร่วมทุนกับแบงก์ในเครือ เปลี่ยนชื่อเป็น First Interstate Bank (ภายหลังขยายกิจการเป็น Wells Fargo Bank) จนเลื่อนไปสูงสุดที่ตำแหน่ง Manager and Assisant Vice-Preident In-store Banking จนเกษียณในปี ค.ศ.2002 และภายหลังยังมีโอกาสกลับไปทำงานอีกครั้ง ก่อนยุติบทบาทอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2005 รวมเวลาทำงานทั้งสิ้น 36 ปี 4 เดือน

โอลิมปิกครั้งที่ 2 ในชีวิต
คนกีฬาย่อมเป็นคนกีฬาวันยังค่ำ ชีวิตของยงยุทธเช่นกัน ระหว่างที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังมีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 23 ที่ลอสแองเจลิส เป็นเจ้าภาพในปี ค.ศ.1984
“ตอนนั้นผมมีสถานะเป็นพนักงานของธนาคาร First Interstate Bank ที่เป็นพาร์ทเนอร์ของคณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิกหนนั้น ในสถานะหน่วยงานทางการเงิน ซึ่งธนาคารได้เปิดรับพนักงานมาเป็นอาสาสมัคร รวม 25 คน มาจากแคลิฟอร์เนียเหนือ และใต้ เพื่อออกเผยแพร่ และรณรงค์หาทุนจัดโอลิมปิก ล่วงหน้า 2 ปี และเมื่อถึงโอลิมปิก ผมยังเป็นอาสาสมัครเข้าไปทำงานในหมู่บ้านนักกีฬา ที่ USC ในตำแหน่ง Assistant Facility Manager ต้องขอกล่าวอย่างภาคภูมิใจด้วยว่า ชุดอาสาสมัครตอนนั้นจะเรียกว่าชุด Sam The Eagle ซึ่งผมเป็นคนสุดท้ายที่แต่งชุดนั้น ในวันพิธีปิดการแข่งขัน และชุดดังกล่าว ปัจจุบันถูกแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์กีฬาของธนาคาร”

ผู้บุกเบิกฟุตซอลอเมริกัน
ชีวิตของยงยุทธในอเมริกา อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เขายังคงคลุกคลีกับฟุตบอลเสมอ ด้วยการไปเล่นฟุตบอลกับบรรดาคนต่างชาติที่เข้ามาอาศัยขุดทองในแดนมะกัน
“ช่วงแรกผมมีโอกาสไปเล่นกับทีมที่มีคนอินโดนีเซียเป็นเจ้าของ และส่วนใหญ่ผู้เล่นเป็นพวกผมยาวฮิปปี้ ในรายการ San Francisco Soccer League ซึ่งพวกนี้ยังเล่นไม่ค่อยเป็น จึงมีการปะทะกันบ่อยหน แต่ผมเอาตัวรอดมาได้ทุกสุดสัปดาห์ ต่อมาได้ถูกชักชวนไปร่วมทีมของชาวอิสราเอล แต่ความสำเร็จจริงๆ มาจากตอนไปเลนกับทีม Geek-American ที่มีนักเตะอาชีพจากยุโรป รวมถึงพวกทีมชาติอเมริการ่วมทีม ได้รับตำแหน่งชนะเลิศ ดิวิชั่น 1 ของลีกแคลิฟอร์เนียเหนือ ถึง 2 ปีซ้อน (ค.ศ.1972-73, 1973-74) และได้รับคัดเลือกเล่นทีมรวมดาราแคลิฟอร์เนียเหนือ ลงเล่นกับทีมแมคคาบี้ของอิสราเอล ชิงเตาจากฮ่องกง และทีมจากเม็กซิโกอีกหลายทีม (ปัจจุบันเสื้อรวมดาราตัวดังกล่าว จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์คณะฟุตบอลแห่งสยาม ที่นครปฐม)
“แมทช์ที่เล่นกับชิงเตา ผมได้เจอ มร.เดทมาร์ คราเมอร์ ที่เข้าไปนั่งชมเกมนั้น ซี่งเขาแนะนำให้ผมกับเจ้าหน้าที่สมาคฟุตบอลอเมริกา ว่านี่คือนักเตะทีมชาติไทย ที่ผ่านโอลิมปิก เม็กซิโกมาแล้ว ทำให้ผมเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก่อนที่ภายหลังจะย้ายบ้านไปอยู่ที่พิสต์เบิร์ก และร่วมสร้างทีมในเมืองดังกล่าวจนประสบความสำเร็จขึ้นจากดิวิชั่น 3 มาสู่ดิวิชั่น 1”
แน่นอนว่า ความ “บ้า” ในเกมลูกหนังไม่ได้หยดแค่นั้น หลังแขวนสตั๊ดแล้ว เขาไปเป็นผู้ตัดสินฟุตบอลอีก 15 ปี ก่อนจะเป็นส่วนหน่งในการก่อตั้งสหพันธ์ฟุตซอลสหรัฐ (United State Futsal Federation) ตั้งแต่ปี 1982
“กติกาของฟุตซอลสมัยนั้น ไม่ได้เหมือนกับที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ที่ฟีฟ่าเข้ามาดำเนินการจัดการแข่งขัน เพราะได้เริ่มจากเป็นมินิซอคเกอร์ มีผูัเล่นฝั่งละ 7 คน ซึ่งผมมีโอกาสเอากติกามาเผยแพร่ ให้กับคุณสมศักดิ์ อ่อนสมา (ล่วงลับไปแล้ว) จัดการแข่งขันภายในธนาคารกรุงเทพ ที่สโมสรบางนา ช่วง พ.ศ.2528 อีกทั้งยังได้รับการบันทึกว่า มีโอกาสลงทำหน้าที่ผู้ตัดสิน การแข่งขันฟุตซอลระหว่างชาตินัดแรก ในสหรัฐอเมริกา ระหว่างทีมอเมริกา พบออสเตรเลีย ที่ มหาวิทยาลัยโซโนมา (Sonoma State University) ในเดือนธันวาคม 1985″
ทั้งนี้ ยงยุทธ สังขโกวิท ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เหรัญญิกของสหพันธ์ฟุตซอลสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มต้นในปี ค.ศ.1982 และเป็นผู้ตัดสินในการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์แห่งชาติ (National Futsal Championship) รวมระยะเวลาทำงานในแวดวงบอลโต๊ะเล็กแดนมะกันร่วม 20 ปี

จงมีความฝันเพื่อความสมหวัง
ในตอนท้ายของการสนทนาภาษาลูกหนัง อดีตเจ้าของฉายา “ไอ้ปู่” ของเพื่อนๆ หรือจะเป็นผู้ถูกเรียกว่า “เด็กสนามศุภ” ยังกล่าวถึงวงการฟุตบอลไทย ในปัจจุบันว่า คงเอาปัจจุบันไปเทียบกับอดีตไม่ได้ เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะยุคสมัยมันแตกต่างกัน เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้เป็นคือ ปัจจุบันฟุตบอลไทยก้าวหน้ามากขึ้นในหลายๆ ด้าน เรามีความฝันอยากไปฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย เป็นเรื่องดี วันนี้ยังไม่สำเร็จ เราก็ต้องไม่ทิ้งความฝัน ต้องพัฒนาต่อไป ขอแค่มีความเชื่อ รุ่นนี้ไม่ได้ รุ่นต่อไปต้องทำให้ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งเราเคยฝันจะไปโอลิมปิก แล้วเราก็ทำได้
“เราสู้ เราตั้งใจจริงแค่ไหน อย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆ ต้องสู้จนวินาทีสุดท้าย ฟุตบอลลีกบ้านเราตอนนี้เองก็ต้องทบทวนว่า เรามีตัวผู้เล่นต่างชาติเยอะเกินไปหรือไม่ การมีพวกเขามากขนาดนี้ มันได้ช่วยยกระดับให้นักเตะไทยได้มากขึ้นหรือไม่ อันนี้เป็นสิ่งที่อยากให้คำนึงถึง ”
นี่คือ ชีวิตลูกหนังของผู้ชายที่ชื่อ ยงยุทธ สังขโกวิท
ลมหายใจที่ไม่เคยขาดหายจากเกมลูกหนัง
ยงยุทธ สังขโกวิท….เล่า
คมกฤช นภาลัย……บันทึก












