นักวิจัยจุฬาฯ ค้นพบ “แอนติบอดี้ประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19” ต่อยอดสู่นวัตกรรม “สเปรย์พ่นจมูกโควิแทรป” สกัดโรคที่ต้นทาง

แชร์บทความ

Share on facebook
Share on twitter

ทีมนักวิจัยศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ค้นพบ “แอนติบอดี้ประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19” จากร่างกายมนุษย์ ต่อยอดเป็นนวัตกรรม “โควิแทรป” สเปรย์พ่นจมูกดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ด้วยแอนติบอดี้ที่ผ่านการรับรองเป็นเครื่องมือแพทย์ครั้งแรกในโลก มั่นใจช่วยรับมือการแพร่เชื้อโควิดร่วมกับมาตรการการป้องกันอื่น ๆ

ปัจจุบันมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 ได้รับการผ่อนปรนขึ้นมาก จนสามารถถอดหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะบางพื้นที่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เชื้อโควิด-19 หายไปจากโลกนี้แล้ว อันที่จริง ยังคงมีผู้ป่วยและการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 อยู่ การเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้ติดเชื้อจึงยังเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาสุขภาพ การฉีดวัคซีน รวมถึงการสวมใส่หน้ากากอนามัย แต่จะดีแค่ไหน หากเรามีตัวช่วยที่สามาถยับยั้งเชื้อโควิด-19 ได้ตั้งแต่โพรงจมูก ก่อนที่เชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจในร่างกาย

อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานวิจัยและการค้นพบ “แอนติบอดี้ประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19” ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นสเปรย์พ่นจมูกดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ด้วยแอนติบอดี้ ว่า ช่วงการระบาดโรคโควิด-19 ระลอกแรก เดือนเมษายน 2563 เรากังวลกันว่าจะรับมือการระบาดไหวไหม มีคนไข้ที่อาการรุนแรงและเสียชีวิตด้วย ก็เลยหารือกัน ขณะนั้นทางทีมวิจัยของศูนย์ฯ กำลังศึกษาและทำยารักษามะเร็งอยู่ เราจึงเห็นว่า องค์ความรู้และความสามารถที่เรามีในการพัฒนายาจากแอนติบอดี้ น่าจะช่วยรับมือโรคโควิดได้

และด้วยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) องค์การเภสัชกรรม และ บริษัท ไฮไบโอไซ จำกัด ทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำองค์ความรู้จากการค้นพบ “แอนติบอดี้ประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19” มาต่อยอด และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ “โควิแทรป – สเปรย์พ่นจมูกดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ซึ่งนับว่าเป็นนวัตกรรมแรกในโลก ที่นำแอนติบอดี้มาสร้างเป็นสเปรย์พ่นจมูกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อย. ให้เป็นเครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 4 เพื่อดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ในโพรงจมูก

แอนติบอดี้ประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19 ทีมวิจัยได้เก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่หายดีแล้ว จำนวนกว่า 300 คน แล้วนำเลือดที่ได้มาตรวจหาบีเซลล์ (B cells) เพื่อค้นหาเซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่สามารถสร้างแอนติบอดี้ที่จัดการเชื้อโควิด-19 ได้
“จากบีเซลล์นับล้านตัว สามารถนำมาผ่านกระบวนการ High-Throughput Screening จนพบบีเซลล์ที่ผลิตแอนติบอดี้ที่สามารถต้านเชื้อโควิด-19 ได้อย่างดีเยี่ยม จากนั้นก็นำบีเซลล์นี้ไปทำการถอดรหัสพันธุกรรมของยีนแอนติบอดี้ (Immunoglobulin Gene) แล้วนำเข้าสู่การผลิตแอนติบอดี้โดยกระบวนการทางอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้แอนติบอดี้ปริมาณมาก”

เมื่อแอนติบอดี้ดังกล่าว เข้าไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแล้ว ก็จะช่วยดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ที่เข้ามาในบริเวณนั้น ๆ กรณีที่ใช้วิธีฉีดแอนติบอดี้เข้าไปในร่างกาย แอนติบอดี้ก็จะเข้าไปป้องกันส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น กระแสเลือด ปอด ลำไส้ เยื่อบุต่าง ๆ ส่วนวิธีการพ่นแอนติบอดี้เข้าไปในจมูก แอนติบอดี้ก็จะเคลือบอยู่บนผิวเยื่อบุของโพรงจมูก ป้องกันไม่ให้ไวรัสจับกับเซลล์เยื่อบุโพรงจมูกแล้วเข้าไปในร่างกาย จนเกิดการติดเชื้อในร่างกาย

แอนติบอดี้และวัคซีน แม้จะเป็นสิ่งที่สามารถใช้รับมือกับเชื้อโควิด-19 ได้ทั้งคู่ แต่ก็มีคุณสมบัติและการทำงานที่ต่างกัน ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ การทำงานของวัคซีนเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ และเซลล์เม็ดเลือดขาวขึ้นมา กำจัดเชื้อโรคที่อาจเข้ามาในร่างกาย ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันให้สำเร็จต้องใช้เวลาระยะหนึ่งหลังการฉีดวัคซีน เมื่อภูมิคุ้มกันขึ้นแล้ว ภูมิคุ้มกันนี้จะอยู่กับร่างกายได้นาน แต่การกระตุ้นภูมิคุ้มกันก็อาจทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ได้ ส่วนแอนติบอดี้ที่อยู่ในโควิแทรปนั้น เป็นเสมือน “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป” ที่ถูกผลิตจากโรงงาน เมื่อพ่นเข้าในโพรงจมูกแล้ว จะสามารถยับยั้งเชื้อโควิดในบริเวณนั้นได้เลย โดยที่แอนติบอดี้จะไม่เข้าไปในร่างกาย และไม่มีการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตแอนติบอดี้ขึ้นมา ทำให้มีโอกาสเกิดอาการแพ้ต่ำกว่าการฉีดวัคซีน แต่ก็มีข้อเสีย คือ อยู่ได้ไม่นาน (ราว 6 ชั่วโมง) เนื่องจากร่างกายไม่ได้ถูกกระตุ้นให้ผลิตแอนติบอดี้ออกมาเหมือนวัคซีน ทำให้แอนติบอดี้สำเร็จรูปที่เข้าไปในโพรงจมูกถูกขับทิ้งไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีการผลิตเพิ่ม

ถึงแม้ว่าเราจะได้รับวัคซีนแล้ว สวมใส่หน้ากากแล้ว แต่เรายังควรใช้สเปรย์พ่นจมูก เพราะโควิแทรปและหน้ากากอนามัยทำหน้าที่เสริมกัน ถ้านำทั้งสองอย่างมาใช้ร่วมกันก็จะมีประสิทธิภาพในการรับมือกับเชื้อโควิด-19 มากกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ใช้อะไรปกป้องเลย

“หากเราอยู่ในพื้นที่แออัดแล้วต้องถอดหน้ากากอนามัย การป้องกันของเราก็หายไป การใช้โควิแทรปจะช่วยทำหน้าที่ปกป้องเราจากเชื้อโรคได้ โควิแทรปเหมาะกับคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เช่น อยู่ในพื้นที่แออัด พื้นที่ปิด หรือ อยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องถอดหน้ากากอนามัยในที่ ๆ มีคนเยอะ ๆ”

โควิแทรป เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่นเดียวกับหน้ากากอนามัย ใช้งานง่าย ที่สำคัญ คือ ปลอดภัย โดยนวัตกรรมชิ้นนี้ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยในกลุ่มอาสาสมัครอายุ 18-60 ปีแล้ว

“โควิแทรป เป็นสเปรย์พ่นจมูกที่มีแอนติบอดี้ประสิทธิภาพสูง ที่ค้นพบจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่หายดีแล้ว มีความปลอดภัยสูง การพ่นแอนติบอดี้เข้าไปไม่ใช่เพื่อกระตุ้นภูมิในร่างกาย และไม่ได้เข้าไปในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ตัวแอนติบอดี้จะเคลือบอยู่บนผิวเยื่อบุโพรงจมูกเท่านั้น สามารถดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ได้ราว 6 ชั่วโมง ก่อนที่จะถูกขับทิ้งไปตามธรรมชาติ”

ในอนาคต อ.นพ.ไตรรักษ์ กล่าวว่า โควิแทรปเป็นนวัตกรรมที่มีความยืดหยุ่นสูง นอกจากการนำตัวแอนติบอดี้ประสิทธิภาพสูงต้านเชื้อโควิด-19 มาพ่นจมูกแล้ว ยังสามารถนำแอนติบอดี้ต่อเชื้อไวรัสทางเดินหายใจตัวอื่น ๆ มาพัฒนาต่อยอดเป็นสเปรย์พ่นจมูก เพื่อรับมือกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ ได้อีก

อ.นพ.ไตรรักษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เราจะต้องอยู่กับโควิด-19 ไปตลอดชีวิต มันไม่มีทางที่จะหมดไปในปีสองปีนี้อย่างแน่นอน และในอนาคตอาจจะมีเชื้ออื่น ๆ เกิดขึ้นมาอีกก็ได้ ซึ่งเราต้องรับมือในระยะยาวให้ได้ โควิแทรป ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยา และขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันมีวางจำหน่ายตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไป

สามารถอ่านงานวิจัย นวัตกรรมสเปรย์พ่นจมูกดักจับและยับยั้งโควิด-19 ด้วยแอนติบอดี้ ได้ที่ https://www.medrxiv.org/content/10.1101/2022.10.04.22280574v1

RANDOM

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ร่วมประกวดคลิปวิดีโอ ในหัวข้อ “เปลี่ยนทะเลให้เป็น Best Version…ในแบบฉบับของตัวเอง” ในกิจกรรม SEA YOU NEXT GEN Young รักษ์ทะเล ใน Best Version ที่เป็นคุณ ชิงทุนการศึกษา 140,000 บาท ส่งผลงานได้ถึง 31 ก.ค.นี้

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล จับมือ คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ และ 6 ค่ายเพลงดัง ระเบิดความมันส์ จัดประกวดวงดนตรีสากล “The Power Band 2024 Season 4” ชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านบาท สมัครและส่งผลงานได้ ตั้งแต่ วันที่ 1 มี.ค. – 2 ส.ค. 67

NEWS

You cannot copy content of this page

error: Content is protected !!