รู้จัก…ภาวะฮีทสโตรค ป้องกันก่อนร้อนตาย

แชร์บทความ

Share on facebook
Share on twitter

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า สภาพอากาศของโลกเลวร้ายไปจากแต่ก่อนมาก หากติดตามข่าวสารดินฟ้าอากาศ ก็จะเห็นข่าวภัยธรรมชาติ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว หนาวก็หนาวจัด ร้อนก็ร้อนสุด ๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับความร้อนและมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ตายได้ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบให้การดูแลรักษาโดยเร็ว นั่นก็คือ ฮีทสโตรค (Heat stroke) หรือ ที่มีศัพท์บัญญัติในภาษาไทยว่า “อุณหพาต”

ฮีทสโตรค คือ ภาวะที่มีอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย ซึ่งวัดทางทวารหนักได้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับ การมีอาการทางสมอง เช่น หมดสติ พูดจาสับสน ชัก เป็นต้น ฮีทสโตรคในระหว่างการเล่นกีฬานั้น เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถจัดการกับความร้อนที่ได้รับจากอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม และความร้อนที่สร้างขึ้นจากการทำงานของกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ได้

ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหามาเนื่องมาจากความร้อนที่รุนแรงน้อย ซึ่งอุณหภูมิกายยังไม่ถึง 40 องศาเซลเซียส อาจแสดงอาการเป็นตะคริวแดด (Heat cramps) หรือ มีอาการเพลียแดด (Heat exhaustion) ที่ร่างกายมีอาการอ่อนล้าเกินกว่าจะเล่นกีฬา หรือ ทำกิจกรรมต่อไปได้ อาจมีหน้ามืด เป็นลม แต่อาการทางสมองก็ยังเป็นแบบที่ไม่รุนแรงมากนัก อันนี้ถือเป็นกระบวนการป้องกันตัวเองที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรงขึ้นเป็นฮีทสโตรค

ในภาวะปกติเมื่อมีความร้อนเกิดขึ้นในร่างกาย จะอาศัยกระบวนการต่าง ๆ 4 กระบวนการในขับความร้อนออกจากร่างกาย ซึ่งความเข้าใจในกระบวนการเหล่านี้มีความสำคัญในการนำมาใช้ในการลดอุณหภูมิกายของผู้ป่วย

1. การนำความร้อน เมื่อร่างกายสัมผัสกับของที่เย็นกว่า ก็จะมีการถ่ายเทความร้อนขึ้น หากความต่างของอุณหภูมิมาก ก็จะทำเกิดการนำความร้อนมากขึ้นด้วย อันนี้เป็นหลักการที่ใช้ช่วยลดอุณหภูมิผู้ป่วย โดยการประคบเย็น หรือ แช่ตัวในน้ำเย็น ถ้าพื้นผิวสัมผัสมาก ก็จะช่วยลดความร้อนได้มากขึ้น

2. การพาความร้อน เกิดจากการมีกระแสลม หรือ น้ำ ที่พาเอาความร้อนออกไป เหมือนกับการที่เราเปิดพัดลมตามบ้าน การดูแลเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่บาง โปร่งสบายในขณะวิ่ง ก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มการถ่ายเทของอากาศ หรือ การที่นักวิ่งหลายคนที่นอกจากจะรับน้ำมาเพื่อดื่มในระหว่างวิ่งแล้ว บางคนก็ราดบนศีรษะ นอกจากช่วยกระตุ้นให้สดชื่นขึ้นแล้ว ก็ช่วยพาความร้อนด้วย

3. การแผ่รังสี เป็นการกระจายความร้อนของร่างกายกับสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากนี้ การที่สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ก็จะช่วยสะท้อนรังสีจากแสงแดดด้วย

4. การหลั่งเหงื่อ เป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุดในการลดความร้อนของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดนั้น ความแตกต่างของอุณหภูมิร่างกายกับสิ่งแวดล้อมอาจมีน้อยลง ทำให้สามกระบวนการแรกนั้นมีประสิทธิภาพลดลง แต่ปัจจัยที่มีผลต่อการลดความร้อนด้วยการหลั่งเหงื่อ ก็คือ ระดับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ โดยในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงจะทำให้การหลั่งเหงื่อมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนน้อยลง นอกจากนี้ การหลั่งเหงื่อก็จะมีการสูญเสียเกลือแร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกลือโซเดียม หากมีการออกกำลังกายในที่ร้อนต่อเนื่องกันยาวนาน เช่น นานกว่า 1 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้รับเกลือแร่ทดแทน ก็อาจทำให้เกิดตะคริวแดดขึ้นได้

ทั้งนี้ ในการวินิจฉัยภาวะฮีทสโตรคนั้น ใช้อุณหภูมิที่วัดทางทวารหนัก ซึ่งสูงมากกว่า 40 องศาเป็นเกณฑ์ เนื่องจากการวัดทางผิวหนัง รูหู หรือ ทางปาก นั้น จะทำให้ได้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิแกนกลางจริงของร่างกาย นอกจากนี้การวัดปรอททางปากก็ยังไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว เพราะอาจกัดปรอทแตก เป็นอันตรายได้

การปฐมพยาบาลภาวะฮีทสโตรค หลักการที่สำคัญที่สุด คือ การลดระดับความร้อนของร่างกายลงให้เร็วที่สุด หากไม่มีภาวะอื่นที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นอันตรายแล้ว ก็ควรทำการลดความร้อนของผู้ป่วยตั้งแต่แรก ก่อนนำส่งโรงพยาบาล วิธีที่ลดความร้อนได้เร็วที่สุด คือ การแช่ตัวของผู้ป่วยลงในถังน้ำเย็น (ลดได้ประมาณ 0.2 องศาเซลเซียสต่อนาที) แต่หากไม่มีสามารถทำได้ การใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือ ถุงใส่น้ำแข็ง หมุนเวียนประคบตามคอ ลำตัว แขนขา ข้อพับต่าง ๆ ก็สามารถช่วยลดความร้อนได้พอสมควร (ประมาณ 0.15 องศาเซลเซียสต่อนาที) ควรจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ยกเท้าให้สูงขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่ไหลเวียนกลับสู่หัวใจให้มากขึ้น

เมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น รู้สึกตัวหลังจากระดับอุณหภูมิในร่างกายลดลง ให้ดื่มน้ำเพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำของร่างกาย แต่ถ้าหมดสตินาน อาจมีความจำเป็นในการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด และนำส่งโรงพยาบาล เพื่อการตรวจเพิ่มเติมในส่วนของระบบต่าง ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มที่เกิดฮีทสโตรคอยู่นาน อาจมีปัญหาทางไต การสลายตัวของกล้ามเนื้อ และการเสียสมดุลของเกลือแร่ได้

การป้องกันฮีทสโตรค ทำได้ดังนี้

– หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาในสภาพอากาศที่ร้อนจัด และมีความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศสูง สำหรับผู้จัดการแข่งขันกีฬากลางแจ้ง ในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กีฬาที่ต้องใช้เวลาแข่งนาน ควรหาข้อมูลพยากรณ์อากาศก่อน หากจำเป็นอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนเวลา เพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา

– ควรดื่มน้ำให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย ไม่ควรรอจนรู้สึกกระหายน้ำ และหากเล่นกีฬานานกว่า 1 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป

– ไม่ควรเล่นกีฬาในขณะที่มีไข้

– ควรเลือกสวมเสื้อผ้าสีอ่อนที่เบาสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี และไม่ควรทาครีมกันแดดหนาจนเกินไป

– หากต้องแข่งกีฬาในสภาพอากาศที่ไม่คุ้นเคย นักกีฬาอาจต้องการเวลาปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศ ประมาณ 10-14 วัน

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.พิสิฏฐ์  เลิศวานิช ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

RANDOM

NEWS

error: Content is protected !!