จากที่เขียนเส้นทางสู่ผู้ว่าการ กกท.คนที่ 14 มาแล้ว 3 ตอน เพื่อให้เห็นถึงที่มาของผู้นำในการกีฬาแห่งประเทศไทยตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนปัจจุบัน จะพบว่าแต่ละช่วงการเปลี่ยนผู้นำนั้นมีอะไร ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ จนถึงยุคที่เปิดกว้างเช่นปัจจุบัน ที่มีการใช้การสรรหา เพื่อหาคนดีที่สุด เสนอให้ บอร์ด กกท.พิจารณาและส่งต่อตามกระบวนการ
ประเด็นจบเรื่องนี้วันนี้คือ…“ใครเหมาะที่จะถูกเลือกเป็นผู้นำใน กกท.คนที่ 14”
ขอเริ่มจากด้วยความเห็นส่วนตัว เห็นว่าปัจจุบันนี้ กลุ่มการเมืองเข้ามาแทรกมากมาย ในองค์กรกีฬา ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อ..เพื่อ..เพื่อ…. จนบางครั้งงานไม่มีทิศทางอะไร เหมือนอยู่ได้กินอิ่มไปวันๆ ของคนมีหน้าที่
การที่วงการกีฬาจะก้าวสู่อนาคตได้ การเมืองต้องดีนิ่งต่อเนื่อง และถึงไม่นิ่ง แต่ฝ่ายการเมืองก็ควรเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนแผนงานกีฬาที่มีอยู่ให้เกิดขึ้นจริง เหมือนดังชาติที่เจริญกีฬาแล้วเขาทำโดยมีทิศทางจากแบบแผนชัดเจน
จุดอับของวงการกีฬาไทยที่ผ่านมา พบได้ว่ายุทธศาสตร์กีฬาชาติ 20 ปี หรือ แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ของเรา ถูกละเลยในการให้ความสำคัญและการนำไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุผล ภาพที่ย้ำชัดคือตัวชี้วัดซึ่งระบุในแผน มีผลการประเมิน “ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดมากมาย” กลับถูกมองข้าม ด้วยปัจจัยทั้งทางการการเมือง และการไม่ใส่ใจของผู้มีอำนาจในการดำเนินการ แล้วเราจะเดินต่อไปด้วยความงอกงามในงานกีฬาอย่างไร
นี่คือส่วนหนึ่ง ที่เกี่ยวพันกับผู้ว่าการ กกท.คนที่ 14 ที่จะมาต่อจาก “ดร.ก้องศักด” ในเดือนกันยายน 2569 นี้ ว่าควรจะเป็นใคร เป็นคนใน กกท.หรือคนนอก หรืออย่างไร ก็ขอร่วมคิดฝากไว้ ก่อนที่จะสรุปส่วนตัวดังนี้
1.ตำแหน่งนี้สำคัญมากต่อวงการกีฬาไทย เพราะมีอำนาจสูงต่อผู้ปฏิบัติ ทั้งงานและเงินของวงการกีฬา ซึ่งการจะดูแค่การแสดงวิสัยทัศน์ แล้วให้คะแนนโดยผู้สรรหา ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าอดีตผู้ว่าที่แสดงวิสัยทัศน์ไว้ แท้ที่จริงทำได้ตามที่คุยไว้กี่งาน ดังนั้นการที่ผู้สรรหาจะเลือกใครควรมองที่ประสบการณ์ และความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับงาน ประกอบด้วยอย่างแข็งขัน
2.วันนี้วงการกีฬาไทย คนที่มีความรู้ระดับเซียนกีฬา ที่คนกีฬายอมรับว่าเป็น “ขงเบ้ง” มีบารมีในและนอกประเทศ อย่าง สันติภาพ เตชะวณิช ซึ่งเป็นคนนอก ที่ได้เข้ามาเป็นผู้ว่าการ กกท.คนแรกจากการสรรหานั้น วันนี้ในประเทศไทย “ยังไม่มี” ดังนั้นอย่าเชื่อใครที่อาจจะกำลังจะอวดตนเช่นนั้น
3.อย่าคาดหวังกับการประเมินผลงานของคนที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กกท.แต่ละปี ซึ่งคะแนนที่ได้มีผลต่อเงินเดือนและโบนัส รวมทั้งการต่อเวลาการจ้าง เพราะเครื่องมือเหล่านี้ถึงจะดูดีแต่ก็ไร้ค่า เนื่องจากหากคนมานั่งในตำแหน่งสูงสุดใน กกท.ได้แล้ว การประเมินนี้ที่จะเริ่มใน 6 เดือน หรือ 1 ปีต่อมา จะหาแต้มประเมินเกิน 100 คะแนนยังได้ เพราะมันแค่การละเล่นเท่านั้น
นี่คือตัวอย่างความเห็นที่อยากให้มองเห็นว่า…การเลือกคนผิดจะแก้ไข หรือมุ่งหวังอะไรไม่ได้ตราบจนผู้นั้นพ้นวาระ นี่คือโจทก์ของคณะกรรมการสรรหา
และนอกจากกรรมการสรรหาและบอร์ด กกท.ที่ต้องคิดเข้มข้นเพื่อวงการกีฬาดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็อยากเสนอแนะต่อไปด้วยเลยว่า การที่วงการกีฬาไทยจะก้าวหน้า พัฒนา หรือมุ่งสู่การเป็นกระทรวงการกีฬา อย่างมีศักดิ์ศรี เพื่อทุกองคาพยพที่มีส่วนได้เสีย ได้อยู่อย่างเป็นสุขเท่าเทียม ถ้วนหน้า ตามเป้าหมายที่อยากเป็นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องเดินด้วยแผนงาน ให้ชัดเจน เหมือนนานาประเทศที่งอกงามด้านกีฬาเขาทำ เพราะซึ่งหากยึดแผน แม้การเมืองจะเปลี่ยน แต่ผู้ปฏิบัติก็ยังมีทิศทางอ้างอิงเดินหน้าได้ และผู้นำปฏิบัติก็คือ ผู้ว่าการ กกท.นี่ล่ะคือผู้สำคัญ
และข้อสรุปวันนี้ก็คือ ถ้าเลือกยึดโยงกับแผนกีฬาชาติเป็นสำคัญในการหาผู้ว่าการ กกท.คนที่ 14 ก็คงคิดต่อไปได้ว่า “มันจะมีคนนอกคนใดจะรู้ที่มาที่ไปของแผนดี และสามารถเดินงานได้อย่างเข้าใจในแผนได้ดี เท่ากับคนใน กกท.ที่อยู่กับแผนพวกนี้มาทั้งชีวิตไหม”











