นักกฏหมาย ที่รักกีฬา และมวย ถ่ายทอดมุมมองชัดเจน ต่อกรณี ‘ห้ามมวยเด็ก’ ที่กำลังเป็นกระแส แค่มาจากผู้ใหญ่ 2 กระทรวง คุยกันไม่จบ เพราะยืนคนละมุม มีเป้าหมายคนละอย่าง…แล้วจะไปต่ออย่างไร

แชร์บทความ

Share on facebook
Share on twitter

     เรื่องราวนี้ เป็นกระแสที่เกี่ยวข้องกับ “มวยเด็ก” โดยมี พระราชบัญญัติกีฬามวย ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กำลังมีร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ (พม.)

     โดยสรุปประเด็นง่ายๆ คือ พรบ.มวย เปิดให้เด็กต่ำกว่า 15 ปีชกได้ตามเงื่อนไข ขณะที่ ร่าง พรบ.เด็ก (ที่กำลังอยู่ในขั้นร่าง-ยังไม่ได้ประกาศใช้) จะห้ามเด็กต่ำกว่า 15 ปีชกมวย จึงเป็นกระแสของการคัดค้านของคนที่เกี่ยวข้องกับวงการมวย หรือ มีความคิดแย้งกับ ร่าง พรบ.เด็ก ของกระทรวง พม. ในตอนนี้

……………………………

     จากนี้ไป เป็นข้อเขียนของนักกฎหมายที่ชอบกีฬาและมวย ผ่านการกลั่นกรองจาก “กูรู-นักวิชาการด้านมวยไทย” ที่หากเอ่ยชื่อไปคงรู้จักกันดีได้ส่งต่อมาให้ ซึ่งผม (ผู้เขียน) ขอคิดด้วยคน ตรงนี้ ต้องยอมรับว่าไม่ลึกซึ้งกับเรื่องนี้มากนัก จึงขอนำเสนอทุกคำ ที่ได้รับมา ที่ส่วนตัวเห็นว่ามีมุมมองที่เด่นชัดกับประเด็นที่กำลังเป็นกระแส…ตามเนื้อหาด้านล่างดังนี้

……………………………

     ถ้าเอาแบบภาษาคนคุยกัน ไม่พูดภาษากฎหมายให้ปวดหัวเลยนะครับ… เรื่องนี้จริงๆ มันคือ “สงครามตัวแทนของคู่รักที่คุยกันไม่รู้เรื่อง” ครับ

     เรื่องของเรื่องคือ สองกระทรวงนี้เขาถือคัมภีร์กันคนละเล่ม ฝั่งกระทรวงกีฬาฯ เขาก็มองว่า “มวยคืออาชีพ คือปากท้อง คือ Soft Power เด็กมันอยากช่วยพ่อแม่ พ่อแม่ก็เซ็นยินยอม กฎหมายมวยปี 42 ก็เปิดช่องให้ทำได้” ส่วนฝั่งกระทรวง พม. เขาก็มองอีกมุมว่า “ไม่ได้! เด็กคือเด็ก ชกกันหัวร้างข้างแตก สมองเสื่อมหมด กฎหมายคุ้มครองเด็กไม่ยอม”

     ทีนี้ ถามว่า ทำไมผู้ใหญ่หลังบ้านไม่นั่งจับเข่าคุยกัน ก่อนจะปล่อยร่างกฎหมายออกมา?

     คำตอบแบบบ้านๆ คือ “คุยกันไปก็ล่มครับ” เพราะจุดยืนมันอยู่คนละขั้ว ฝั่งหนึ่งจะเอาปากท้อง ฝั่งหนึ่งจะเอาสิทธิเด็ก ต่างฝ่ายต่างมั่นใจในเหตุผลของตัวเอง ข้าราชการเคลียร์กันไม่ได้ ก็เลยต้องปล่อยให้กฎหมายมันชนกันตรงๆ

     แล้วที่มีคนแปลกใจว่า ทำไมต้องให้น้องๆ เด็กๆ กับคนมวยออกมาแอ็คชั่น ออกมาร้องไห้ออกสื่อ?

     นี่คือ “แท็กติก” เลยครับ เพราะตามกฎหมายไทยตอนนี้ เวลาจะแก้กฎหมายอะไร รัฐต้องเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ถ้าฝั่งคนมวยนั่งเงียบๆ รอผู้ใหญ่คุยกัน กฎหมายห้ามมวยเด็กก็คงผ่านฉลุยแบบเงียบๆ

     ฝั่งค่ายมวยกับกระทรวงกีฬาฯ เลยต้องใช้พลังมวลชน ให้เด็กๆ มาพูดเองว่า “ถ้าหนูไม่ได้ชกมวย หนูจะเอาเงินที่ไหนเรียนหนังสือ? จะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงยาย?” ภาพแบบนี้มันทรงพลังกว่ากระดาษรายงานประชุมเยอะครับ มันทำให้สังคมเห็นว่า “ถ้าพวกผู้ใหญ่เปลี่ยนกฎหมาย มึงกำลังทุบหม้อข้าวเด็กตัวเล็กๆ นะ”

     สรุปง่ายๆ คือ ผู้ใหญ่หลังบ้านเขาดีลกันไม่ลงตัวครับ เลยต้องปล่อยร่างกฎหมายออกมาวัดกระแส แล้วให้คนมวยกับเด็กๆ ออกมาเป็นกองหน้าประท้วง เพื่อส่งสัญญาณบอกอีกฝั่งว่า “อย่าคิดจะมาแตะต้องมวยเด็กเด็ดขาด เพราะคนเดือดร้อนจริงๆ เขาไม่ยอม” มันก็เลยกลายเป็นภาพแปลกๆ อย่างที่เห็นนั่นแหละครับ

…………………………..

     ประเด็นหลักทางกฎหมายในกรณีนี้คือ การแข่งขันมวยของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี อยู่ภายใต้เขตอำนาจและการบังคับใช้กฎหมายฉบับใด ระหว่าง พ.ร.บ. กีฬามวย พ.ศ. 2542 หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และหน่วยงานรัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิดังกล่าวได้ทันทีหรือไม่?

ระบบกฎหมายไทย มีกฎหมาย 2 ฉบับที่มีเจตนารมณ์ปะทะกันโดยตรงในเรื่องนี้ : คือ

     1.พ.ร.บ. กีฬามวย พ.ศ. 2542 (มาตรา 26): บัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดอนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าร่วมแข่งขันมวย เว้นแต่ จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบิดามารดา/ผู้ปกครอง และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมีมาตรการความปลอดภัยที่คณะกรรมการกำหนด (กฎหมายนี้มองมวยเด็กเป็น “กีฬา/อาชีพ” ที่ได้รับการคุ้มครองและผ่อนปรนภายใต้เงื่อนไข)

     2.พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 (มาตรา 26 (6) และ (7)) : บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือใช้นักเรียน/เด็กให้ทำงานอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต (กฎหมายนี้มองในมิติ “สวัสดิภาพและสิทธิเด็ก” โดย มี พม. เป็นผู้รักษาการ)

     เมื่อนำหลักกฎหมายมาวิเคราะห์สถานการณ์ที่ “สองกระทรวงไม่คุยกัน แต่ให้เด็กออกมาแอ็คชั่น” สามารถอธิบายในทางกฎหมายได้ 3 มิติ:

มิติที่ 1: การขัดกันของกฎหมาย (Conflict of Laws)

     ในทางนิติศาสตร์ พ.ร.บ. กีฬามวยฯ ถือเป็น “กฎหมายเฉพาะ” (Special Law) ที่อนุญาตให้เด็กต่ำกว่า 15 ปีชกมวยได้หากทำตามเงื่อนไข ขณะที่ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กฯ เป็น “กฎหมายทั่วไป” (General Law) ที่คุ้มครองเด็กในภาพกว้าง ตามหลักกฎหมายแล้ว กฎหมายเฉพาะย่อมยกเว้นกฎหมายทั่วไป (Special laws derogate from general laws) ฝั่งกระทรวงกีฬาฯ จึงถือไพ่เหนือกว่าในแง่การอนุญาตให้ชก ดังนั้น หากอีกกระทรวงหนึ่ง (พม.) ต้องการจะห้ามเด็ดขาด จึงไม่สามารถใช้เพียงอำนาจบริหารสั่งห้ามได้ แต่ต้องใช้วิธี “ร่างกฎหมายใหม่หรือเสนอแก้ไขกฎหมายเดิม” เท่านั้น

     สรุปในมิติที่ 1 นี้ คือ ในทางกฎหมาย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจาก พ.ร.บ. กีฬามวยฯ (กฎหมายเฉพาะ) เปิดช่องให้เด็กต่ำกว่า 15 ปีชกมวยได้ ทำให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ไม่สามารถใช้อำนาจที่มีอยู่สั่งห้ามได้โดยตรง จึงต้องใช้เกมขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้กฎหมาย

     ส่วนการที่ผู้ใหญ่ไม่คุยกันแต่ปล่อยให้เด็กและคนมวยออกมาแอ็คชั่นนั้น เป็นเพราะในทางนิติบัญญัติ เสียงคัดค้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง (เด็กและคนมวย) มีน้ำหนักทางกฎหมายสูงสุด ในการยับยั้งหรือแก้ไขร่างกฎหมายในชั้นการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญครับ การเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นกลยุทธ์ทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิและปากท้องของพวกเขาไม่ให้ถูกกฎหมายฉบับใหม่เขียนทับนั่นเอง

มิติที่ 2: เหตุผลที่ “ไม่เคลียร์กันหลังบ้าน” แต่ต้องร่างกฎหมายสู้

     กระบวนการนิติบัญญัติ (การออกกฎหมาย) ของไทย ฝ่ายบริหาร (ครม.) มักเปิดช่องให้แต่ละกระทรวงทำหน้าที่เป็น “ผู้ริเริ่มร่างกฎหมาย” ตามภารกิจของตน การที่ต่างฝ่ายต่างยกร่างโดยไม่ปรับความเข้าใจกันก่อน เกิดจาก “เจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บท” ที่ต่างกันสิ้นเชิง ฝั่ง พม. ต้องทำตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ของ UN เพื่อคุ้มครองสมองเด็ก ขณะที่ฝั่งกีฬาต้องรักษาอุตสาหกรรมมวยไทย เมื่อจุดร่วมทางนโยบายไม่มี การเจรจาชั้นข้าราชการจึงล่ม จึงต้องปล่อยให้ร่างกฎหมายเข้าไปสู้กันในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือชั้นสภาแทน

มิติที่ 3: ทำไมต้องให้คนมวยและเด็กออกมาแสดงพลัง?

     ตามรัฐธรรมนูญและหลักเกณฑ์การตรากฎหมายของไทย (มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ) การจะออกหรือแก้กฎหมายใดๆ รัฐ “ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง (Public Hearing)” และวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน การที่คนมวย ผู้ปกครอง และเด็กนักมวยออกมาเคลื่อนไหวในพื้นที่สื่อ จึงไม่ใช่แค่เรื่องการประท้วงเอามัน แต่เป็น “กระบวนการสร้างข้อเท็จจริงเข้าสู่สำนวนกฎหมาย” เพื่อให้รัฐบันทึกไว้ว่า กฎหมายฉบับใหม่จะสร้างความเดือดร้อน ขัดต่อวิถีชีวิต และทำลายรายได้ของประชาชน หากฝั่งคนมวยเงียบ กฎหมายของอีกกระทรวงจะผ่านฉลุย เพราะถือว่าไม่มีผู้คัดค้าน

     นี่คือทั้งหมดของความคิดเห็นที่ได้รับมา ซึ่งอยากนำเสนอ ให้เป็นอีกมุมมองผ่านทางนี้ ส่วนจะเป็นประโยชน์ต่อความคิดเห็นใครๆ ที่สนใจในมิติใดบ้าง ก็นำไปพิจารณาได้ ส่วนผมเองนั้นยืนยันว่าได้มุมมองและแนวคิดเหล่านี้แล้ว ทำให้กระจ่างขึ้นเยอะมากทีเดียวขอรับ.

RANDOM

เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ รับสมัครคัดเลือกพนักงานมหาวิทยาลัย ‘เจ้าหน้าที่สำนักงาน (บุคคล) – เจ้าหน้าที่สำนักงาน (บริหารงานทั่วไป) – เจ้าหน้าที่สำนักงาน (การเงิน)’ ยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ – 19 มิถุนายน 2567

“ส.บริดจ์” ส่ง 18 เยาวชนไทย ลุยศึกบริจด์ชิงแชมป์โลก 2025 ที่อิตาลี “ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์” นายกกีฬาบริดจ์ พ้อ ไร้การเหลียวแลจาก “กองทุนกีฬาชาติ” แต่ยังโชคดีที่ได้ผู้ใหญ่ใจดีในวงการ ร่วมอนุเคราะห์งบประมาณ ส่งเด็กไทยไปแข่งขันในเวทีโลก

NEWS

นักกฏหมาย ที่รักกีฬา และมวย ถ่ายทอดมุมมองชัดเจน ต่อกรณี ‘ห้ามมวยเด็ก’ ที่กำลังเป็นกระแส แค่มาจากผู้ใหญ่ 2 กระทรวง คุยกันไม่จบ เพราะยืนคนละมุม มีเป้าหมายคนละอย่าง…แล้วจะไปต่ออย่างไร

You cannot copy content of this page

error: Content is protected !!