กระแสการรอคำตอบจากภาครัฐบาลไทย อย่างเป็นทางการในส่วนแผนงาน และงบประมาณ ในการจัดยูธ โอลิมปิกเกมส์ 2030 เพื่อนำไปประกอบในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพอย่างเป็นทางการขั้นสุดท้าย ต่อคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ซึ่งขณะที่เขียนบทความนี้ ความเคลื่อนไหวในไทย คือยังอยู่ในสถานะ “รอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ” เป็นมติที่เป็นทางการ
ย้อนดูเรื่องราวของ มติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับ การที่ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 5 เพื่อที่จะได้เห็นคร่าวๆ ก่อนที่จะถึง “มติครั้งสุดท้ายที่รออยู่”
วันที่ 2 ตุลาคม 2561 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้ประเทศไทย แสดงความสนใจที่จะเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน กีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 5 พ.ศ.2569 (ค.ศ.2026) ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ (ขณะนั้น มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา)

วันที่ 6 ตุลาคม 2563 หลังจากที่ยูธโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 4 ที่ เซเนกัล เป็นเจ้าภาพ ปี ค.ศ.2022 ต้องเลื่อนเนื่องจากภาวะโควิด 19 ไปเป็น ค.ศ.2026 ประเทศไทยได้รับแจ้งจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล และมีการหารือว่า ยังยืนยันที่จะขอเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 5 ที่ต้องขยับจากปี ค.ศ.2026 ไปเป็น ค.ศ.2030 รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ขณะนั้นเป็นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) จึงนำเสนอ คณะรัฐมนตรี และได้รับมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้ประเทศไทยเลื่อนการเสนอตัวตามที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ

นี่คือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ กีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 5 ใน ปี พ.ศ.2573 หรือ ค.ศ.2030 ที่ตอนนี้รอ มติคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นครั้งที่เป็นทางการสุดท้าย หากว่ามีมติเห็นชอบตามแผนงานโดยละเอียด และ แผนงบประมาณตามที่เสนอแล้ว ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการต่อ จนกระทั่งถึงการพิจารณาสุดท้ายของ IOC ที่จะเลือกเมือง-ประเทศเจ้าภาพ ในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 นี้
ซึ่งก็ต้องรอลุ้นกันว่า ณ วันนี้ ประเทศไทย โดยฝ่ายบริหารประเทศ จะมองเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ต้องเดินต่อ โดยมีมติเห็นชอบแผนงานและแผนเงินที่ฝ่ายเตรียมการ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ที่มีนาย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นรัฐมนตรี) ได้เสนอหรือไม่ ซึ่งหากไม่เห็นชอบด้วยประเด็นความไม่พร้อมทุกอย่างก็จบไป (คือคงต้องถอนตัว) แต่หากเห็นชอบก็จะเดินต่อสู่รอบชิงเจ้าภาพ และการพิจารณาของคณะทำงานของ IOC ในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะมี 2 แนวทางคือ หากไทยไม่เป็นผู้ที่ถูกเลือกด้วยเงื่อนไขและคะแนนประเมินของเราที่แย่กว่าคู่แข่งก็จบไป แต่หากว่ามีการเลือกให้ไทยเป็นเจ้าภาพตามที่เสนอตัวเข้าชิง ทั้งแผนงานและวงเงินที่เห็นชอบนี้ ก็จะเป็นข้อผูกมัดที่รัฐบาลต้องจัดการหาให้ ไม่ว่าจะเท่าไหร่ หรือจะเป็นรัฐบาลใดต่อๆ ไปเข้ามารับงานต่อก็ตาม
นี่คือโจทก์การพิจารณาที่สำคัญ ซึ่งตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ว่าจะมองเรื่องนี้ต่ออย่างไร หรือ มีข้อสังเกตอื่นๆ ใด ที่ทำให้ยังต้องหาความกระจ่างอีกหรือไม่ เพราะเป็นรัฐบาลที่เข้ามาใหม่
ขอปิดท้ายกับกีฬา ยูธโอลิมปิกเกมส์ ซักนิด กีฬานี้เป็นมหกรรมกีฬาเพื่อเด็กเยาวชน ที่ IOC คิดริเริ่มกันจัดเพื่อให้เด็กนักกีฬาอายุไม่เกิน 18 ปี จากประเทศทั่วโลกที่สนใจ ร่วมส่งแข่ง โดยมีเงื่อนไขในการแข่งง่ายๆ คือจัดกีฬาไม่มากนัก คัดคนร่วมแบบเงื่อนไขง่ายๆ ในงานนั้นจุดใหญ่เน้นการถ่ายทอดความรู้เรื่องกีฬา การมีส่วนร่วม ทำกิจกรรมเน้นการอยู่ร่วมกัน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน ส่วนความเก่งกาจในการคว้าเหรียญจะเป็นเรื่องรอง โดยการเป็นเจ้าภาพนั้น เงินที่จะจัดมีที่มา 2 ส่วนที่ใช้จัด คือ เงินจาก IOC และ เงินจากเจ้าภาพ (ในส่วนนี้ไม่ทราบว่าไทยเสนอแบ่งกันจ่ายกับ IOC อย่างไร) สนามแข่งไม่ต้องลงทุนมาก เน้นใช้ของที่มี ขณะที่ส่วนหนึ่งก็คือ ค่าเดินทางของนักกีฬา-โค้ช ที่จะไปร่วม IOC จะออกให้ เป็นการช่วยเหลือ
ผลประโยชน์ที่จะได้หากว่าไทยเราเป็นเจ้าภาพ ตามที่เสนอ ครม.คือ ชื่อเสียงชาติ เครดิตเรื่องกีฬาของชาติ เสริมการท่องเที่ยวบ้าง กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจ-สังคมบ้าง เอาเป็นว่าง่ายๆ จากทุกส่วนที่มีการเขียนถึงสิ่งที่คาดว่าประเทศไทยจะได้รับ (ตามเอกสารที่ได้เสนอคณะรัฐมนตรีไว้ตั้งแต่ต้น) ในทุกๆ ส่วนที่คาดว่าจะได้ จะประมาณ 1,000 ล้านบาท
นี่คือข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ประกอบ กับเรื่องราวของ ยูธโอลิมปิกเกมส์ ที่เกี่ยวข้องกับไทย ในวันที่รอคำยืนยันชัดๆ ว่าจะเห็นชอบให้ไปต่อ ด้วยข้อผูกมัดการหาเงินอุดหนุน ก่อนไปลุ้นต่อรอบชิงเจ้าภาพ หรือ จะให้พอแค่นี้จากรัฐบาลไทยครับ.











