“ทุ่นตรวจวัดและแจ้งเตือนคุณภาพน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” แบบเรียลไทม์ เฝ้าระวังและแจ้งเตือนการรุกล้ำของน้ำเค็มแก่เกษตรกรและชุมชนริมคลอง ให้เตรียมพร้อมรับมืออย่างทันท่วงที

แชร์บทความ

Share on facebook
Share on twitter

หากเอ่ยถึง ส้มบางมด ในอดีตเป็นผลไม้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับคลองบางมด แต่จากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลกระทบต่อชาวสวนส้ม ทำให้ปัจจุบันสวนส้มบางมดกำลังจะเลือนหายไปจากพื้นที่ และการขาดแคลนน้ำจืดยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตไม้ผลพืชสวนของเกษตรกร และสัตว์น้ำของผู้ทำประมงน้ำจืดในพื้นที่เขตราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ และบางขุนเทียน มากกว่า 200 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 500 ไร่ ทำให้ชาวบ้านต้องเลิกทำเกษตรไปหลายราย

“เกษตรกรที่อยู่ริมคลองบางมดจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า น้ำจะเค็มเกือบตลอดทั้งปี จึงไม่นิยมใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรม ส่วนใหญ่จะใช้น้ำประปา ทำให้ปัจจุบันสถานะของคลองจึงไม่ได้เป็นคลองเพื่อเกษตรกรรม แต่เป็นคลองเพื่อรองรับและรอการระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านประตูระบายน้ำ เกษตรกรจึงต้องปรับตัวหันไปปลูกพืชที่สามารถทนต่อน้ำเค็มได้ เช่น มะพร้าว และขุดบ่อกักเก็บน้ำจืดไว้ใช้ในร่องสวนของตัวเอง”

แม้ที่ผ่านมาเพื่อแก้ปัญหานี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้วิธีการให้เจ้าหน้าที่เขตลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำในคลอง นำไปตรวจวัดค่าความเค็ม หากพบว่า มีน้ำเค็มเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด (สูงกว่า 1.2 ppt ) ก็จะประกาศแจ้งเตือนให้กับเกษตรกรในพื้นที่ทราบอยู่แล้ว แม้จะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถแจ้งเตือนน้ำเค็มรุกล้ำได้อย่างทันท่วงที

คณะทำงานโครงการมหาวิทยาลัยกับชุมชนและสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงมีแนวคิดให้มีการ “พัฒนาทุ่นตรวจวัดและแจ้งเตือนคุณภาพน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” ขึ้น เพื่อใช้ตรวจสอบและติดตามสถานการณ์การรุกล้ำของน้ำเค็มในคลองบางมดและคลองสาขา เฝ้าระวังและแจ้งเตือนคุณภาพน้ำโดยเฉพาะค่าความเค็มที่สูงกว่ามาตรฐานกำหนดให้กับเกษตรกร เพื่อเตรียมป้องกันและรับมือได้อย่างทันท่วงที ทางคณะทำงาน คาดหวังว่า เครื่องมือนี้จะมีส่วนช่วยให้เกษตรกรสามารถประเมินสถานการณ์น้ำ เพื่อเตรียมตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เกิดขึ้น และฐานข้อมูลคุณภาพน้ำที่ได้เก็บรวบรวมไว้ ยังใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำของชุมชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต โดยได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาและติดตั้งจาก มจธ. จำนวน 5 เครื่อง และ Claremont McKenna College สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านงานวิจัยระหว่างสถาบันการศึกษา จำนวน 1 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 6 เครื่อง ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2566

นายอนุสรณ์ รัตนะธนโอภาส วิศวกรจากสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มจธ. และผู้พัฒนาทุ่นตรวจวัดฯ กล่าวว่า ปกติปัญหาของเกษตรกรรม คือ น้ำเค็มรุกล้ำในช่วงหน้าแล้ง แต่เกษตรกรในพื้นที่บางมด ซึ่งเป็นเกษตรในเมือง ทั้งปริมาณและทิศทางการไหลของน้ำจะไม่ขึ้นลงตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันน้ำท่วมชุมชนและที่อยู่ศัยเป็นหลัก ดังนั้น เกษตรกรในพื้นที่บางมดจึงประสบปัญหาทั้งในหน้าแล้งและหน้าฝน ในอดีตวิธีแก้ปัญหาของเกษตรกร หากทราบถึงสถานการณ์ช่วงน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ จากการแจ้งเตือนของหน่วยงานต่าง ๆ จะเร่งปิดประตูระบายน้ำ กันน้ำเค็มเข้าสวนทันที หรือ หากมีระยะเวลาให้เตรียมตัวรับมือ ก็อาจขุดลอกร่องสวนให้ลึกขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่เอาน้ำจืดเข้ามากักเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยปิดประตูระบายน้ำของสวน หรือ บางรายที่ไม่มั่นใจคุณภาพน้ำในคลอง ต้องยอมจ่ายค่าน้ำประปา เพื่อนำมารดพืชผักของตนเองไปตลอดทั้งปี เราจึงได้พัฒนาทุ่นตรวจวัดและแจ้งเตือนคุณภาพน้ำฯ เครื่องต้นแบบ จำนวน 2 เครื่อง ทำเป็นระบบอัตโนมัติส่งข้อมูลแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์บนสมาร์ทโฟนของเกษตรกร และทดลองใช้ได้ผลสำเร็จ ตัวทุ่นมีน้ำหนักเบา สามารถเคลื่อนย้ายไปติดตั้งได้ทุกที่ แม้สายส่งไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง และต้นทุนต่ำ ในราคาที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ทำให้ได้รับความสนใจจากเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางสำนักงานเขตทุ่งครุ จึงได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์มายังมหาวิทยาลัยให้พัฒนาทุ่นฯ เพิ่มอีก 3 เครื่อง นอกจากนี้ Professor Katie Purvis-Roberts จาก Claremont McKenna College ซึ่งทำงานวิจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำในคลองบางมด ร่วมกับ มจธ. ได้สนับสนุนงบพัฒนาทุ่น เพื่อติดตั้งที่บริเวณปากประตูน้ำระบายน้ำดาวคะนองออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา อีก 1 เครื่อง เป็นความร่วมมือด้านงานวิจัยระหว่างสถาบันการศึกษา

“ทุ่นตรวจวัดและแจ้งเตือนคุณภาพน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” ประกอบด้วย แผงโซลาร์เซลล์ขนาด 20 วัตต์ สำหรับผลิตไฟฟ้าให้ระบบ มี Router Wi-fi ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทุ่นลอยน้ำมีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก แต่สามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุดได้ถึง 70 กิโลกรัม และเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำ ที่ดัดแปลงและพัฒนามาจากเซ็นเซอร์สำหรับตรวจวัดคุณภาพน้ำในอควาเรียม ที่วัดค่าคุณภาพน้ำได้ถึง 6 พารามิเตอร์ (ความเค็ม อุณหภูมิ ความถ่วงจำเพาะ กรด-ด่าง การนำไฟฟ้า และของแข็งที่ละลายน้ำ) จุดเด่นของเครื่อง คือ เมื่อค่าความเค็มในน้ำสูงกว่า 1.2 ppt (ค่าความเค็มที่เป็นอันตรายต่อพืช) ทุ่นตรวจวัดจะส่งข้อมูลแจ้งเตือนเข้าไปในแอปพลิเคชันบนมือถือแบบเรียลไทม์ เกษตรกรสามารถนำข้อมูลที่ได้ ไปวางแผนการจัดการน้ำในพื้นที่ของตนเอง หรือ สูบน้ำเข้ามากักเก็บไว้ก่อนที่น้ำเค็มจะรุกล้ำเข้ามาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังเก็บบันทึกข้อมูลน้ำย้อนหลังเป็นรายชั่วโมง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์แผนการจัดการน้ำ

ปัจจุบันคณะทำงานได้ดำเนินการพัฒนาและติดตั้งทุ่นตรวจวัดฯ เรียบร้อยแล้วทั้ง 6 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 คลองบางมด ติดตั้งที่หน้าบ้านของสวนมะพร้าวลุงวิชัย แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน (ตรงข้าม มัสยิดนูรุลหุดา พุทธบูชา 36 แยก 8) เนื่องจากคลองบางมดเป็นคลองหลักที่ชุมชนมีการนำน้ำไปใช้ และไหลไปตามลำปะโดงต่าง ๆ ถือเป็นจุดแรกที่ทำการทดสอบและได้ผลสำเร็จ นำไปสู่การขยายผลต่อในจุดอื่น ๆ จุดที่ 2 คลองรางแม่น้ำเซฟติสท์ฟาร์ม (ประชาอุทิศ 76) เป็นจุดรับน้ำจาก 3 พื้นที่ (พระสมุทรเจดีย์ ทุ่งครุ และบางขุนเทียน) ถือเป็นจุดรับน้ำต้นทาง ที่สามารถตรวจวัดคุณภาพน้ำ ก่อนที่จะไหลเข้าลำคลองบางมด จุดที่ 3 คลองขุดเจ้าเมือง ครุใน (สุขสวัสดิ์ 70 แยก 16) เป็นคลองที่เชื่อมต่อมาจากพระประแดง ถือเป็นจุดรับน้ำต้นทาง จุดที่ 4 คลองรางราชพฤกษ์น้อย หรือ คลองตาเหลือ อยู่ใกล้กับกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนกัมปงในดงปรือ (ประชาอุทิศ 72) เป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงปลาค่อนข้างมาก (ประมงน้ำจืด) ถือเป็นจุดที่เกษตรกรและผู้ทำประมงได้รับความเดือดร้อนจากน้ำเค็มค่อนข้างมาก จุดที่ 5 คลองค้างคาว (ประชาอุทิศ 76 ลอดผ่านเลียบทางด่วนสายบางขุนเทียน-พระประแดง) เป็นแหล่งเลี้ยงปลา หรือ วังปลาขนาดใหญ่ (ทั้งประมงน้ำจืด และน้ำกร่อย) ในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับเขตบางขุนเทียน และจุดที่ 6 คลองดาวคะนอง บริเวณประตูระบายน้ำดาวคะนอง อยู่ในความดูแลของสถานีสูบน้ำคลองดาวคะนอง ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับคลองสาขา ทุ่นที่ติดตั้งในจุดนี้มีความแตกต่างจาก 5 ทุ่นข้างต้น คือ จัดทำเป็นสถานีแบบถาวร เนื่องจากเป็นปากคลองขนาดใหญ่ก่อนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำค่อนข้างลึก และมีเรือสัญจรเข้าออกตลอดเวลา เกิดคลื่นน้ำกระแทกเข้าฝั่งอย่างรุนแรง ดังนั้น กล่องควบคุมและแผงโซลาร์เซลล์ จึงติดตั้งไว้บนฝั่งแทนการลอยน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหาย และสะดวกในการดูแลรักษา

ด้าน จารุวรรณ แสงอรุณ ตัวแทนเกษตรกรกลุ่มสัตว์น้ำทุ่งครุ กล่าวว่า ปัจจุบันทางกลุ่มฯ มี สมาชิกประมาณ 150 คน ปัญหาที่พบสวนใหญ่ คือ นาก และน้ำเค็ม โดยเฉพาะค่าความเค็ม เพราะปลานิล ปลายี่สก และปลาตะเพียน ถ้าค่าความเค็มตั้งแต่ 3 ppt ให้เฝ้าระวัง ส่วนปลาจาระเม็ด ถ้าความเค็มตั้งแต่ 2 ppt ขึ้นไป ก็ควรระมัดระวังเช่นกัน หากปิดประตูกั้นน้ำไม่ทัน น้ำเค็มเข้าท่วมบ่อปลา ต้องรีบนำปลาขึ้นจากบ่อ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ทัน ปัจจุบันพอได้ทุ่นฯ ตัวนี้มา ใช้งานง่าย และสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องคอยตรวจวัดด้วยเครื่องวัดแบบเดิม ไม่ต้องรอผลวิเคราะห์นาน สามารถตรวจดูค่าความเค็มได้จากมือถือ อยู่ที่ไหนก็วัดได้ มีความแม่นยำ รู้ผลรวดเร็ว ทำให้มั่นใจ ซึ่งในฐานะแกนนำกลุ่ม ตนจะเรียกประชุมกลุ่มเพื่อแจ้งให้สมาชิกทราบว่า ตอนนี้เรามีทุ่นฯ เตือนน้ำเค็มแล้ว ใครสนใจให้โหลดแอปพิเคชั่นลงมือถือ เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์น้ำเค็มได้ทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากทุ่นตรวจวัดฯ ที่ติดตั้งในจุดที่ 6 (ประตูน้ำดาวคะนองออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา) เมื่อเดือน ก.ย. พบว่า ในช่วง 2-3 เดือน ที่ผ่านมา ไม่พบปัญหาการรุกล้ำน้ำเค็มที่เข้ามาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่ คลองบางมดและคลองสาขาในพื้นที่ยังคงประสบปัญหาน้ำเค็มอย่างต่อเนื่อง คณะทำงานฯ กล่าวว่า ปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มที่พบ เกิดภายในคลองบางมดมากกว่า โดยน้ำเค็มที่รุกล้ำ ส่วนใหญ่ไหลเข้ามาทางพื้นที่รอยต่อระหว่างเขตบางขุนเทียน และสมุทรปราการ ดังนั้น มจธ. จึงเตรียมขยายโครงการในปีถัดไป เพื่อพัฒนาและติดตั้งทุ่นตรวจวัดฯ เพิ่มขึ้นในจุดเชื่อมต่อคลองบางมดที่สำคัญต่อไป

“หลังจากนี้ คณะทำงานมีแนวคิด ต่อยอดพัฒนาทุ่นต้นแบบรุ่นใหม่ โดยเพิ่มคุณสมบัติการตรวจวัดทิศทางการไหล และระดับน้ำในคลอง เพื่อคาดการณ์และทำนายระยะเวลาที่มวลน้ำเค็มเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ เกษตรกรจะมีเวลาในการเตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที รวมถึงสร้างเครือข่ายการแจ้งเตือนน้ำเค็มระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำขนาดเล็กระดับเขต ก่อนขยายไปสู่เขตอื่นที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต ขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในต้นปีหน้า” อนุสรณ์ กล่าว

RANDOM

วธ. เดินหน้าจัดกิจกรรม “ขับเคลื่อนวัฒนธรรมสร้างสรรค์สัญจร” ปี 2 ออนทัวร์สู่สถานศึกษา 4 ภูมิภาค สร้างภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันสื่อและภัยคุกคาม ตั้งเป้าขยายเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมครอบคลุมทั่วประเทศ

สอศ. จับมือ สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ และ บ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น จัดประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษา ประจำปี 2567 หนุนพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์นักเรียนนักศึกษา ต่อยอดผลิตแรงงานคุณภาพออกสู่ตลาดงานในอนาคต

สพฐ. ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า เชิญชวนผู้บริหารสถานศึกษาสมัครเข้าร่วมอบรม “หลักสูตร ประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สพฐ.” (โรงเรียนสุจริต) รุ่นที่ 11 ผู้สนใจยื่นใบสมัครภายใน 20 มิถุนายน นี้

NEWS

You cannot copy content of this page

error: Content is protected !!