วงการตะกร้อ จากในยุค พลตรีจารึก อารีราชการัณย์ เป็นนายกสมาคมต่อเนื่องกว่า 40 ปี จากปี 2526-2566 นั้น ต้องบอกว่า “อำนาจเบ็ดเสร็จ” อยู่ที่นายกสมาคม ตามสไตล์ที่ยึดมั่น และมีหลักการที่สำคัญพิเศษต่อผลงานของทีมตะกร้อในรายการสำคัญก็คือ “ถ้าทีมแพ้ หรือทีมมีปัญหา ผู้ทำทีมต้องรับผิดชอบ” และถูกเปลี่ยนทันที
จะพบความชัดเจนคือ ทีมชายหลังแพ้ในเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 11 และ 12 หรือซีเกมส์ ครั้งที่ 16 ผู้ทำทีมก็เปลี่ยน / ทีมหญิงแพ้ในเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 15 ผู้ทำทีมก็เปลี่ยน ถือเป็นเรื่องธรรมดาและรู้กันในยุคนั้น
การลาออกของนายกสมาคมตะกร้อ มีครั้งเดียวคือ หลังจากแพ้ในเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 11 ปี 2533 ต้นปี 2534 “พลตรีจารึก” ลาออก ดร.เฉลิม ชัยวัชราภรณ์ รักษาการแทน และปี 2535 พลตรีจารึกได้ถูกสมาชิกขอร้องให้กลับมารับตำแหน่งผู้นำอีกครั้ง แม้ในปีนั้นตะกร้อจะแพ้อีกใน อชก.12 แต่ก็กลายเป็นโจทก์ที่ท้าทาย คือต้องหาทางเอาชนะให้ได้ และ ก็ทำได้ จากนั้นจนถึงวันที่ท่านลาจากไป ตะกร้อไทยไม่เคยด้อยในเวทีนานาชาติ
……………….
มาวันนี้…การลาออกจากตำแหน่ง นายกสมาคมของ “คุณธนา ไชยประสิทธิ์” ผู้ที่ถูกวางให้สานต่องานพลตรีจารึก กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตา เพราะกีฬาตะกร้อคือกีฬาที่ใกล้ชิดกับจิตใจคนไทยมาก และที่ผ่านมาผลงานในสมัย “พลตรีจารึก” ทำไว้ได้ดี วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการจับตามอง ว่าใครที่จะถูกยกขึ้นมาเป็นตัวแทนกลุ่ม (ดูจากฐานเสียงของสมาชิก) เพื่อเสนอตัวเป็นนายกสมาคมตะกร้อคนใหม่บ้าง (จากความคิดเห็นส่วนตัว)
คนแรกคือ… คุณบุญชัย หล่อพิพัฒน์ อดีตผู้ท้าชิง นักธุรกิจเจ้าของผลิตภัณฑ์ตะกร้อ ที่เป็นกรรมการบริหารในสมาคมตะกร้อมายาวนานที่สุด จนถึงยุคนี้ และยังมีตำแหน่งในระดับตะกร้อนานาชาติ มาต่อเนื่อง จึงถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์สูงในองค์กร ฉะนั้นการถูกยกมาเสนอตัวอีกครั้งจากที่มีแรงหนุนก็จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แม้ว่าจริงๆ แล้วคนผู้นี้ถึงไม่ต้องมาเป็นนายกสมาคมก็มีความสำคัญในหน้าที่-บทบาทอื่นๆ ต่อวงการ
คนที่สอง...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรศักดิ์ วิศาลาภรณ์ ผู้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และหากจะพูดถึงฐานเสียงแล้วจะมองข้ามไม่ได้ เพราะถือเป็นผู้กุมคะแนนเสียงของสมาชิกในมือมากที่สุด (กว่า10เสียง) งานนี้หากจะเล่นบทอาสาขึ้นสู่ตำแหน่งเองก็กลายเป็นผู้น่าจับตา เพราะหาเพิ่มอีก 5-6 เสียง (จากทั้งหมด28เสียง) ก็จะผ่าน แต่หากอยากจะเล่นเป็นผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะโยนเสียง (หากคุมได้) ไปทางผู้เสนอตัวใด ผู้นั้นย่อมได้เปรียบ
คนที่สาม….ดร.สีหศักดิ์ อารีราชการัณย์ ทายาทโดยตรงของพลตรีจารึก ก็น่ามองถึง เพราะคำว่าอารีราชการัณย์ ยังมีบารมีในกลุ่มสมาชิกบางแห่งพอสมควร ถึงแม้การจะลุ้นถึงนายกสมาคมคงยากหน่อย แต่การจะถูกเสนอชื่อชิง ก็ไม่เกินคาดหมายอะไร
คนที่สี่…ดร.ธนา ไชยประสิทธิ์ คนเดิมที่ลาออกก่อนครบวาระนายกสมาคมตะกร้อ เพราะปัญหาการบริหารภายใน (ตามอ้างถึง) โดย คุณธนา เข้าสู่วงการกีฬาจากการเป็นผู้สนับสนุนกีฬา ตั้งแต่ช่วงปี 2530 และคลุกคลีกับวงการกีฬา จนถูกเชิญให้ขยับสู่การเป็นกรรมการบริหาร-ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาต่างๆ มากกว่า 10 สมาคม และเป็นนายกสมาคมปิงปองตั้งแต่ปี 2535 ยาวนาน 16 ปี ได้ถูกเลือกเป็นกรรมการระดับสหพันธ์นานาชาติ การได้ทำงานในโอลิมปิคไทยและสมาคมตะกร้อที่ผ่านมา เพราะการเป็น “มือไม้ที่ไว้วางใจที่สุดของคนชื่อจารึก”
และเมื่อดูเรื่องการบริหารงานและมีส่วนร่วมในวงการกีฬาแล้วนั้น “ธนา” คือ ผู้มีประสบการณ์สูงเช่นกัน ฉะนั้นในเรื่องกระแสข่าวว่าที่ต้องลาออก เพราะการเงิน และบริหารงานไม่เป็นนั้น แน่นอนที่สุดคือคงเชื่อยาก (จะจริงไม่จริงต้องให้คนในว่ากันเอง) ส่วนกระแสที่ว่า “ธนา” ต้องการเป็นนายกสมาคมตะกร้อต่อ เพราะกลัวตำแหน่งบริหารในคณะกรรมการโอลิมปิคไทย ที่เป็นรองประธานและเลขาธิการจะหลุดไป เนื่องจากการได้ตำแหน่งมาเพราะใช้ตำแหน่งนายกสมาคมตะกร้อนั้น ในเรื่องนี้ขอเขียนสั้นๆ คือ ถ้าคนคลุกคลีวงการนี้จริงๆ จะรู้ว่ามีกลไกต่างๆ ภายใน ให้คนที่ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งในสมาคมกีฬาใดๆ แต่องค์กรต้องการ เข้ารับตำแหน่งบริหารได้ ฉะนั้นจึงไม่ใช่ประเด็นที่ต้องคิดให้เยอะไป
ที่เอ่ยถึงคุณธนา มาร่วมด้วยในวันนี้ เพราะยังมีสมาชิกกล่าวถึงการไว้วางใจในประสบการณ์ และอยากให้กลับมาอีกหน จึงไม่ได้ทิ้งจากกลุ่มที่อาจจะถูกเสนอชื่อไป
สุดท้ายบันทึกนี้...การที่เป็นสมาคมกีฬาเมื่อนายกสมาคมลาออก ก็ต้องมีการเลือกตั้งคนใหม่เป็นปกติธรรมดา และ ณ วันนี้ ก็ถือเป็นการร่วมมอง ถึงคนที่น่าจะถูกยกมาเป็นตัวแทนกลุ่ม ด้วยการมองจากฐานเสียงเป็นหลัก ก็เลยปูพื้นถึงความน่าจะเป็นของ 4 ท่านนี้ไว้ในวันนี้ เป็นปฐมบท
ส่วนความชัดเจนว่าเป็นใครบ้างจริงๆ นั้นคงอีกไม่นาน..จะรู้กันต่อไป.











