‘ผลิตภัณฑ์ซักผ้าไหมจากน้ำมะพร้าว’ นวัตกรรมสารสกัดธรรมชาติ อ่อนโยน ใช้งานง่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลงานวิจัยราชมงคลพระนคร

แชร์บทความ

Share on facebook
Share on twitter
เส้นใยไหม เป็นสิ่งที่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ เพราะเป็นเส้นใยโปรตีนธรรมชาติ จึงถูกทำลายได้ง่ายด้วยแสงยูวี ซึ่งส่งผลให้เส้นใยเปื่อย และความเงาลดลง โดยเฉพาะขั้นตอนการซักรีด ที่ต้องใส่ใจในเรื่องของวิธีการซัก ชนิดน้ำยาที่ใช้ การบิดผ้า และการตากผ้า ไม่ควรใช้ผงซักฟอกที่มีฤทธิ์ขจัดคราบสูง เพราะมีความเป็นด่างจะไปทำลายเส้นไหม ทำให้ผ้าแข็งกระด้างมากยิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติคืนตัวต่อการยับต่ำ จึงทำให้รีดเรียบได้ยาก ทำให้ผู้สวมใส่ส่วนใหญ่นิยมซักชุดผ้าไหมด้วยวิธีการซักแห้งที่ร้านมากกว่าจะทำด้วยตนเอง จากเหตุผลข้างต้น รศ.ดร.กิตติศักดิ์ อริยะเครือ และทีมวิจัยคณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ซักผ้าไหมจากน้ำมะพร้าว สารสกัดธรรมชาติ 100 % ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ซักผ้าไหมจากสารสกัดธรรมชาติ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
.
.
รศ.ดร.กิตติศักดิ์ อริยะเครือ กล่าวว่า จากการศึกษาวิธีการดูแลรักษาผ้าไหมแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่า การใช้น้ำมะพร้าวซักผ้าไหม ทำให้ผ้าหอม และนุ่ม ดังนั้น งานวิจัยจึงมุ่งศึกษาและพัฒนาสารสกัดจากธรรมชาติที่มีผลต่อการซักของผ้าไหม ได้แก่ 1. น้ำมะพร้าว (น้ำตาลแอลกอฮอล์) ที่มีคุณสมบัติในการจับแทรกซึมเส้นใยผ้าไหม 2. น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัว และกรดอินทรีย์ ที่สามารถแทรกซึมจับกับเส้นใยโปรตีนผ้าไหม เพิ่มความนุ่มลื่นให้ผ้าไหมหลังการซัก ไม่ทำให้เกิดการเสียคุณลักษณะเดิมของผ้า 3. น้ำด่างขี้เถ้า มีส่วนประกอบของโซเดียมไฮดรอกไซด์ ที่ออกฤทธิ์ในการทำความสะอาดคราบสกปรก และช่วยเพิ่มความเงามันของเนื้อผ้าไหมภายหลังการซัก  ทั้งนี้ได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้าไหม จำนวน 4 สูตร  ได้แก่ สูตร 1  น้ำมะพร้าว (100%) สูตร 2 น้ำด่างจากขี้เถ้า (100%)  สูตร 3 น้ำมะพร้าว : น้ำด่างจากขี้เถ้า (1 : 1) และสูตร 4 น้ำมะพร้าว : น้ำมันมะพร้าว : น้ำด่างจากขี้เถ้า (1 : 1 : 1)  และทำการผสมสารทำความสะอาดผิว Dehyton DC-AS  (Disodium Cocoamphodiacetate) ในผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 สูตร จากนั้นทำการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพผ้าไหมก่อนและหลังการซักด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ได้แก่ ความคืนตัวต่อการยับ ตามมาตรฐาน AATCC 128  ความเงา ความนุ่ม ความกระด้าง การทิ้งตัวของผ้า โดยเปรียบเทียบผ้าไหมบ้าน และผ้าไหมโรงงาน ที่ผ่านกระบวนการทอประเภทลายขัดธรรมดา และลายยกดอก และทำการทดสอบลักษณะทางกายภาพ สี การคงตัวของสารละลาย ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)  ซึ่งจากการทดลอง พบว่า ผลิตภัณฑ์ซักผ้าไหมสูตรที่ดีที่สุดได้แก่ สูตร 4  (น้ำมะพร้าว : น้ำมันมะพร้าว : น้ำด่างจากขี้เถ้า 1 : 1 : 1 )    
.
.
รศ.ดร.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า ได้ทำการประเมินผลิตภัณฑ์ซักผ้าไหมกับกลุ่มทดลองเป้าหมายทั้ง 4 ภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ  2 กลุ่ม ภาคอีสาน 5 กลุ่ม ภาคกลาง 2 กลุ่ม และภาคใต้ 1 กลุ่ม รวมทั้งหมด 10 กลุ่ม จาก 9 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน อุตรดิตถ์ หนองบัวลำภู อุดรธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคราม ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช และ กรุงเทพฯ  โดยวิธีการสังเกตและสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการใช้ผลิตภัณฑ์สูตร 4  พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจผลิตภัณฑ์ซักผ้าไหม เนื่องจากใช้งานง่าย ผลิตภัณฑ์มีความอ่อนโยน  ผ้าไหมหลังการใช้งานมีความนุ่มลื่น และรีดง่ายขึ้น ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.00) รองลงมา คือ ผลิตภัณฑ์ล้างออกง่าย ไม่ทิ้งสารตกค้างบนผ้า ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.90) สุดท้าย ผลิตภัณฑ์ชำระสิ่งสกปรกได้หมดจด ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50)  ด้านผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่างรู้สึกถึงความอ่อนโยนต่อผิว ไม่เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนัง ไม่เกิดอาการแพ้หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.00)  ส่วนผลการวิเคราะห์เพื่อส่งเสริมการตลาดและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อแบบบรรจุภัณฑ์ เพราะสามารถเก็บรักษาได้ง่าย และมีความทนทานในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.90) รูปแบบบรรจุภัณฑ์ มีความเหมาะสม สวยงาม น่าสนใจ ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.80)  สีของผลิตภัณฑ์มีความเหมาะสม ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70) สุดท้าย มีความพึงพอต่อกลิ่นของผลิตภัณฑ์ ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.40)  สำหรับข้อเสนอแนะอื่น ๆ  กลุ่มทดลองแนะนำว่า ผลิตภัณฑ์ควรใช้ซักผ้าชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าใยกัญชง และผ้าใยสับปะรด รวมถึงควรพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองผู้ใช้ในรูปแบบเจลบอล แคปซูล หรือ แบบผสมผสาน เพื่อง่ายต่อการใช้ที่หลากหลาย  
.
.
“หากสามารถลดขั้นตอนวิธีการซักผ้า หรือ วิธีในการดูแลที่ยุ่งยากด้วยการนำเทคโนโลยีงานวิจัย นวัตกรรมดังกล่าวมาต่อยอด ก็จะช่วยส่งเสริมการใช้ผ้าไหมของไทย รวมทั้งงานหัตถศิลป์  ภูมิปัญญาของไทยให้มีความโดดเด่น และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย ชุดผ้าไหมไทยแบบต่าง ๆ ที่ไม่ต้องทำความสะอาดให้ยุ่งยาก ตรงตามความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในปัจจุบัน ก็จะสามารถเพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย เป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่ส่งเสริมและอนุรักษ์สืบสานผ้าไทย เพิ่มโอกาสกระจายสินค้าและฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้เหมาะสมตามบริบทยุคสมัย ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 083-788-9569  หรือที่ ไลน์ไอดี Dr.moo” รศ.ดร.กิตติศักดิ์ กล่าว

RANDOM

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย และ จังหวัดกำแพงเพชร จัดกิจกรรม KIDS KAT TOURISM AND TRAINING CAMP 2025 กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) จากเมืองหลัก สู่เมืองรอง

NEWS

You cannot copy content of this page

error: Content is protected !!