มรภ.อุตรดิตถ์ ช่วยเกษตรกร ดัน “บ.มะขามสามเกลอ” หนุนธุรกิจชุมชน เบิกทางมะขามสู่ตลาดมูลค่าสูง

แชร์บทความ

Share on facebook
Share on twitter
หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่า “มะขาม” อยู่ในวิถีชีวิตของเราทุกคน ตั้งแต่ก้นครัวของทุกบ้านไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มะขามเป็นส่วนประกอบที่อยู่ในอาหารและเครื่องดื่มหลายประเภท รวมถึงเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมะขามไทยยังเป็นที่ต้องการจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ ในขณะที่กำลังการผลิตนั้นสวนทางกับความต้องการมะขามในปัจจุบัน   
.
.
อุตรดิตถ์แหล่งมะขามคุณภาพ
หากกล่าวถึง “มะขาม” คนส่วนมากคงนึกถึงจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้วมะขามมีการปลูกอยู่ทั่วประเทศ โดย นางกมลรัตน์ ท้าวน้อย ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลไม้แปรรูปบ้านเสี้ยว อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า มีน้อยคนที่จะรู้ว่า จังหวัดอุตรดิตถ์มีแหล่งปลูกมะขามคุณภาพอยู่ด้วย ซึ่งในพื้นที่ อำเภอฟากท่า อำเภอบ้านโคก และ อำเภอน้ำปาด มีพื้นที่ปลูกมะขามรวมกันกว่า 20,000 ไร่ และปัญหาที่พบร่วมกัน คือ “ไม่สามารถการันตีราคาได้” หากไม่ยอมขายเหมาสวนให้พ่อค้าคนกลาง ก็ไม่รู้จะขายให้ใคร เราจึงรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน เพื่อรับซื้อมะขามจากในพื้นที่มาจำหน่ายและแปรรูปเป็นมะขามคลุกแบบง่าย ๆ และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลช่วยประชาสัมพันธ์ออกไปว่า กลุ่มของเรามีการประกันราคารับซื้อมะขามไม่ต่ำกว่า 80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคารับซื้อที่สูงกว่าพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อเหมาตามสวน
.
นางกมลรัตน์ ท้าวน้อย
.
ที่ผ่านมา กลุ่มได้พยายามนำมะขามอุตรดิตถ์ไปเปิดตัวในงาน OTOP จังหวัดต่าง ๆ เสมอ เพื่อสร้างขยายตลาดและเพิ่มฐานลูกค้า แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับกลุ่มหรือเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง กระทั่ง ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เข้ามาสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ จุดประกายให้เรารู้จักตลาดมะขามใหม่ ๆ ที่กว้างกว่าเดิม ชวนให้กลุ่มทำ “มะขามไร้เมล็ด” จากเคยขายมะขามฝัก กิโลกรัมละ 80-90 บาท เมื่อนำมากรีดเอาเมล็ดออก สามารถเพิ่มมูลค่าขายได้ในราคากิโลกรัมละ 500 บาท ถือเป็นก้าวที่สำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงของกลุ่ม
.
.
เพิ่มมูลค่ามะขามอุตรดิตถ์ด้วยงานวิจัย
ทางด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดุษฎี บุญธรรม หัวหน้าโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบการของเครือข่ายธุรกิจมะขามสามเกลอให้เข้มแข็งบนฐานการผลิตโดยชุมชนเพื่อชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่วิจัยในจังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่า ผู้ประกอบการแปรรูปมะขาม และเกษตรกรผู้ปลูกมะขามในพื้นที่ประสบปัญหาต่างกัน โดยปัญหาของผู้ประกอบการแปรรูปมะขาม คือ มีออร์เดอร์เข้ามาจำนวนมาก แต่กำลังการผลิตไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถรับออร์เดอร์เพิ่มได้ 
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดุษฎี บุญธรรม
.
ในขณะที่ เกษตรกรผู้ปลูกมะขาม ก็ไม่รู้จะขายมะขามให้ใคร ไม่รู้จะขายอย่างไร จึงต้องยอมขายให้พ่อค้าคนกลาง แม้จะถูกกดราคาต่ำมากก็ตาม ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการ “ไม่รู้จักตลาด” ดังนั้น เรื่องเร่งด่วนที่คณะวิจัยมองเห็น คือ การเพิ่มมูลค่าให้กับคนทำมะขามในห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด ได้แก่ ผู้ปลูก ผู้รวบรวม และผู้แปรรูป โดยใช้กลยุทธ์สำคัญ 3 ข้อ คือ 1. หาตลาดใหม่ที่มีมูลค่าสูง 2. พัฒนาคนหรือศักยภาพของผู้ประกอบการ และ 3. เชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มธุรกิจชุมชน โดยมีการเชิญผู้ประกอบการจากจังหวัดอุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และ เลย ให้มาพบกันและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการที่ทำมะขามเพื่อเชื่อมโยงวัตถุดิบด้วยกันต่อไป
.
.
กุญแจสำคัญ คือ ทำให้ชุมชนเห็นคุณค่าของมะขามธรรมดา เพราะที่ผ่านมาชุมชนมุ่งแต่จะคัดมะขามฝักยาวสวยมากรีดเมล็ดออก เพื่อขายกิโลกรัมละ 500 บาท เพราะนั่นคือ Hero Product ของเขา แต่ในบทบาทนักวิจัยเราต้องทำให้เขาเห็นช่องทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมะขามตกเกรด มะขามหวานข้อ หรือ มะขามเปรี้ยวที่ชุมชนมองข้ามไปให้ได้ อย่างเช่น มะขามหวานข้อ ซึ่งเดิมชุมชนขาย กิโลกรัมละ 50 บาท หรือ นำไปทำมะขามคลุก แต่เมื่อเปลี่ยนมากรีดขายเป็นมะขามไร้เมล็ดหรือ มะขามพอดีคำ สามารถขายได้ กิโลกรัมละ 400 บาท เพิ่มมูลค่าได้ถึง 7.7 เท่า ส่วนเศษมะขามที่เหลือจากการคัดเกรดต่าง ๆ ก็สามารถแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นท๊อฟฟี่มะขาม มะขามสามรส มะขามคลุกบ๊วย และทำเป็นไส้ของพายมะขามได้อีกด้วย เรียกว่า เป็นการใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้กับมะขามทุกประเภท ไม่ให้มีส่วนใดเหลือทิ้ง หรือไม่มีราคา”
.
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ คือ ไม่มีแรงงาน ซึ่งทีมวิจัยได้เคยนำเครื่องกรีดมะขามเข้าไปให้ชุมชนลองใช้ แต่พบว่า เครื่องจักรยังไม่ตอบโจทย์เรื่องคุณภาพและความประณีตเท่าการใช้มือ จึงปรับกลยุทธ์มาเป็น “การพัฒนาคน” ชวนคนในชุมชนที่เป็นผู้สูงอายุ ลูกหลาน หรือคนว่างงาน ในชุมชนมาเรียนรู้ด้วยกัน สอนเทคนิคการคัดแยกประเภทมะขาม และสอนกรีดมะขามให้ได้ตามมาตรฐานของกลุ่ม ทำให้กลุ่มมีแรงงานผลิตมะขามไร้เมล็ดเพิ่มขึ้น และเกิดการจ้างงานในชุมชนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ที่กลับมาอยู่ในชุมชนมารับมะขามจากกลุ่มไปกรีดที่บ้านและจำหน่ายด้วยแบรนด์ของตัวเองก็มี
.
.
“บริษัท มะขามสามเกลอ” ข้อต่อเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์มะขาม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดุษฎี กล่าวต่อว่า สำหรับมะขามหวานข้อที่ตกเกรด ด้อยคุณภาพ และมะขามเปรี้ยว ที่ชุมชนมองข้ามนั้น จากเดิมชุมชนจะขายเหมาสวนกิโลกรัมละ 8-10 บาท ทีมวิจัยจึงชวนผู้ประกอบการพัฒนาต่อยอดร่วมกัน นำมาทำเป็น “เนื้อมะขามเข้มข้น” เพื่อเปิดตลาดผลิตภัณฑ์มะขามใหม่ในระดับอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น เนื่องจากมีอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์จำนวนไม่น้อยที่ต้องการใช้เนื้อมะขามเข้มข้นเป็นส่วนประกอบ แต่อย่างไรก็ตาม กลับพบปัญหาสำคัญในการเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์จากชุมชนและภาคอุตสาหกรรมยังมีช่องว่าง เนื่องจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ส่วนมากมักจะไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์จากชุมชน เนื่องจากกังวลเรื่องของคุณภาพ 
.
.
ดังนั้น ทีมวิจัยจึงจัดตั้งบริษัท Startup ขึ้นมาภายใต้ชื่อ “บริษัท มะขามสามเกลอ” เพื่อทำหน้าที่เป็นข้อต่อในการรวบรวมสินค้าจากกลุ่มธุรกิจในชุมชนเพื่อเชื่อมต่อกับธุรกิจตลาดนอกพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตจากฐานรากอย่างทั่วถึง (Bottom-up to Inclusive Growth) ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการในพื้นที่ ผ่านห่วงโซ่คุณค่ามะขามที่ยึดหลักการค้าเป็นธรรม (Fair Trade) ใช้บทบาทของทีมวิจัยใช้ความรู้ เทคโนโลยี และวิชาการเข้าสนับสนุนคุณค่าของผลิตภัณฑ์จากชุมชน พัฒนาสูตรและทดลองให้ได้คุณภาพ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ Made to Order ตามความต้องการของตลาดได้ ทั้งยังเป็นการยืนยันคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นจากธุรกิจตลาดภายนอกที่มีต่อชุมชนด้วย
.
ปัจจุบัน บริษัท มะขามสามเกลอ สามารถเชื่อมโยงตลาดเข้ากับธุรกิจ SMEs ขนาดย่อมได้แล้วหลายแห่ง โดยมีผลิตภัณฑ์ มะขามเข้มข้น เป็นตัวเบิกนำ ซึ่งจุดเด่นของ มะขามเข้มข้น ของ บริษัท มะขามสามเกลอ นั้น จะใช้เนื้อมะขามทั้งหมด โดยไม่มีการคั้นแยกกาก ทางกลุ่มวิสาหกิจเองก็ได้ขยายผลนำสูตรมะขามเข้มข้นจากงานวิจัยนี้ไปพัฒนาต่อภายใต้แบรนด์ของตนเอง และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนยื่นขอการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไป โดยราคาของ มะขามเข้มข้น จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 120 บาท เป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 13.3 เท่า จากราคาขายเหมาสวน
.
ใกล้บ้านได้งาน ไกลบ้านได้ทาน นิเวศได้สมดุล
ทางด้าน นางกมลรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่งานวิจัยนี้เข้ามาในพื้นที่ เห็นได้ชัดว่า ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้น ผู้สูงอายุที่เคยเป็นภาระลูกหลานก็มาทำงานรับจ้างคัดแยก ปอก หรือ กรีดมะขาม จนเกิดเป็นนิยาม “พ่อเก็บ แม่กรีด ลูกปลอก” โดยคนรับจ้างกรีดมะขามข้อสั้นข้อยาว กิโลกรัมละ 40 บาท รับปลอกมะขามข้อสั้น กิโลกรัมละ 15 บาท ข้อยาว กิโลกรัมละ 10 บาท โดยเฉลี่ยแล้วมีรายได้วันละ 200-600 บาท ขึ้นอยู่กับหน้าที่และความขยันของแต่ละคน ที่สำคัญ คือ ทำให้เขามีรายได้ทุกวัน ส่วนเกษตรกรเจ้าของสวนมะขามจากเคยขายเหมาสวนได้เดือนละประมาณ 20,000 บาท เนื่องจากถูกกดราคา ปัจจุบันเมื่อนำมะขามมาขายให้กลุ่มเรามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน
.
.
ทีมวิจัยได้พัฒนาศักยภาพการเป็นนักขายให้ชุมชน ซึ่งค่อนข้างได้ผล ปัจจุบันกลุ่มของเราทำตลาดออนไลน์เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ผ่าน Facebook page ชื่อว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมะขามหวานธรรมชาติ (กมลรัตน์ มะขามหวานบ้านเสี้ยว) ซึ่งมีทั้งลูกค้าที่สั่งไปทานเอง และซื้อไปขายต่อ โดยเฉลี่ยใน 1 เดือน กลุ่มจะมียอดขายประมาณ 500,000 – 600,000 บาท และปัจจุบันกำลังต่อยอดในเรื่องของ “ลานรับซื้อ” เนื่องจากยังมีผลไม้คุณภาพอื่น ๆ อีกมากในพื้นที่ ที่ยังไม่สามารถประกันราคาได้ ดังนั้น เป้าหมายต่อไปจึงเป็นเรื่องของการสร้างความมั่นคงให้กลุ่มธุรกิจชุมชน เพื่อทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่เพิ่มขึ้น”
.
ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดุษฎี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ใกล้บ้านได้งาน ไกลบ้านได้ทาน นิเวศได้สมดุล” เพราะทำให้คนในพื้นที่มีงานทำ เกิดการจ้างงาน และเป็นพื้นที่รองรับคนรุ่นใหม่ที่กลับมาอยู่ในชุมชนได้ อีกทั้งคนนอกพื้นที่ก็สามารถบริโภคมะขามที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจากการสั่งซื้อออนไลน์ และสุดท้ายเมื่อชุมชนรู้จักตลาดที่กว้างขึ้นและเห็นช่องทางไปต่อ ก็ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะขามในพื้นที่เกิดความเชื่อมั่นว่ามะขามนั้นขายได้จริง ประกันราคาได้ จึงเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสวนมะขามกันมากขึ้น จากที่เคยปล่อยรกร้าง ก็ดูแลใส่ใจอย่างดี จึงทำให้สิ่งแวดล้อมดีตามไปด้วย

RANDOM

สาธารณสุข ม.มหิดล เชิญชวนนิสิต นักศึกษา ด้านสาธารณสุขจากทั่วประเทศ ร่วมแข่งขัน “Mahidol Public Health Hackathon Contest” ชิงถ้วยพระราชทาน กรมสมเด็จพระเทพฯ และเงินรางวัลรวม 135,000 บาท หมดเขตสมัครแข่งขัน 24 ตุลาคม นี้

NEWS

You cannot copy content of this page

error: Content is protected !!